เนื้อหา

     ถ้ำ (cave) กับโพรง (cavity) นั้นมีความหมายแตกต่างกัน พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. 2544 ให้ความหมายไว้ดังนี้

     ถ้ำ หมายถึง ช่องที่เป็นโพรงลึกเข้าไปในพื้นดินหรือภูเขา มีขนาดใหญ่พอที่มนุษย์สามารถเข้าไปได้ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยทั่วไป ถ้ำเกิดในหินปูนที่มีน้ำใต้ดินไหลผ่านกัดเซาะ พบมีอยู่ตามภูเขาหินปูนหรือเกิดตามภูเขาชายฝั่งทะเล
หรือโพรงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

    
โพรง หมายถึง ช่องว่าง หรือโพรงที่เกิดตามธรรมชาติใต้ผิวดิน มีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ หรือเกิดจากฟองอากาศในเนื้อหิน โดยเฉพาะหินภูเขาไฟ

     ภูเขาหินปูนซึ่งเป็นหินที่มีความแข็งไม่มาก และละลายในกรดอ่อน ๆ ได้ เมื่อฝนตก น้ำฝน (H2O)จะรวมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ (CO2) เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (H2 CO3)  ดังสมการ

H2O  +   CO2  ------>  H2 CO3      

     น้ำฝนที่มีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิกอ่อน ๆ นี้ จะไหลเข้าไปตามรอยแตกของหิน และละลายหินปูน (Ca CO3 ) เกิดเป็นสารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต  Ca (HCO3)2  สารละลายนี้ไหลไปตามรอยแตกในหิน จากที่สูงสู่ที่ต่ำด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้เกิดโพรงขึ้นในหิน เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น โพรงนั้นก็จะถูกกัดเซาะจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ จนเป็นถ้ำ

     ภูเขาที่อยู่ริมฝั่งทะเลหรือบนเกาะต่าง ๆ น้ำทะเลและคลื่นจะกัดเซาะหินเชิงเขาที่น้ำทะเลขึ้นถึงจนเป็นโพรง โดยเกิดกับหินปูนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เกิดการกัดเซาะจากน้ำฝนที่เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งไหลเข้าไปตามรอยแตกของหิน ทำให้โพรงขยายออก เกิดถ้ำริมทะเล ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในประเทศไทย

คำถาม
     1. สืบค้นข้อมูล บอกชื่อถ้ำที่รู้จัก 5 แห่ง
     2. นอกจากกรดคาร์บอนิกจะละลายหินปูนได้ แล้ว น้ำฝนอาจรวมตัวกับก๊าซอื่นเช่น ก๊าซซัลเฟอร์
         ไดออกไซด์ เป็นกรดซัลฟิวริก หรือรวมกับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เป็นกรดไนตริก กรดที่เกิดขึ้น
         จะละลายหินปูนได้หรือไม่ จะมีวิธีที่ทำให้ทราบได้อย่างไร