เนื้อหา

     การค้นพบถ้ำแก้วโกมล เกิดด้วยความบังเอิญ โดยนายช่างสนั่น บุญทองใหม่  วิศวกรเหมืองแร่ ประจำสำนักงานทรัพยากรธรณี จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินการตรวจสอบประทานบัตรเหมืองแร่ฟลูออไรต์ในเขตประทานบัตร ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.วี.ซัพพลายส์ (ไทยแลนด์) เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536ทำให้พบว่าจากการขุดอุโมงค์เพื่อค้นหาแร่ฟลูออไรต์ กลับพบถ้ำที่เต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์ที่มีความบริสุทธิ์อยู่ภายใน โดยไม่พบแร่ฟลูออไรต์ ที่ตั้งใจค้นหา การขุดอุโมงค์เพื่อทำเหมืองจึงหยุดลง

     ระยะแรกของการตรวจพบถ้ำผลึกแคลไซต์ สภาพทางเข้าถ้ำไม่ได้มีความมั่นคงแข็งแรง เสี่ยงต่อการพังทลาย  ในปี พ.ศ.2538 ทางกรมทรัพยากรธรณี ได้ปรับปรุงทางเข้าถ้ำใหม่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

     โดย ทำการระเบิดปากถ้ำให้กว้างขึ้น พร้อมทั้งฉีดซีเมนต์และก่อโครงเหล็กยึดเพดาน ให้ตัวถ้ำมีความมั่นคง มีการสร้างทางเดินบันไดคอนกรีตภายในถ้ำเพื่อเตรียมความพร้อมไว้อำนวยความ สะดวกแก่นักท่องเที่ยว ติดตั้งโคมไฟ เพื่อส่องสะท้อนความงดงามของผลึกแคลไซต์ในถ้ำ และ จัดทำท่อระบายอากาศ วางระบบท่อให้อากาศถ่ายเทอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติของถ้ำมากที่สุด เพื่อให้ภายในถ้ำมีออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับดำเนินการกันเขตพื้นที่รอบถ้ำในรัศมี 200 เมตร ครอบคลุมเนื้อที่ 51 ไร่ ให้ออกจากพื้นที่ประทานบัตร และตั้งเป็น "วนอุทยานถ้ำแม่ลาน้อย" 

     ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2544 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรถ้ำแห่งนี้ พร้อมๆกับได้พระราชทานนามให้ใหม่ว่า "แก้วโกมล" นอกจากนี้พระองค์ท่านยังได้พระราชทานนามห้องต่างๆ ใน ถ้ำแก้วโกมลซึ่งมีอยู่ภายในถ้ำ จำนวน 5 ห้องให้อีกด้วย
 
     ถ้ำแก้วโกมลเป็นโพรงลึกลงไปในแนวดิ่งถึง 30 เมตร มีทางเดินและทางออกทางเดียวประมาณ 120 เมตร เป็นถ้ำที่สะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นอับของมูลค้างคาว เพราะมีประตูป้องกันไม่ให้ค้างคาวเข้าไปอาศัยภายในถ้ำ