เนื้อหา

     การขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์แก้วเริ่มจากที่ปลายฟอร์ฮาร์ท (forehearth) น้ำแก้วจะถูกตัดเป็นหยดแก้วหรือก้อนแก้ว (Gob) (หยดแก้วหรือก้อนแก้ว 1 ก้อนจะได้บรรจุภัณฑ์ 1 ใบ โดยหยดแก้วที่ตัดลงมาจะมีอุณหภูมิประมาณ 1,175 oC) ด้วยเครื่องป้อนแก้วให้มีขนาด รูปร่าง และอุณหภูมิที่พอเหมาะกับการขึ้นรูปของบรรจุภัณฑ์นั้น ๆ หยดแก้วจะถูกส่งเข้าไปในแม่พิมพ์ด้านแบลงก์ (Blank) เพื่อขึ้นรูปในขั้นต้นที่เรียกว่า พาริสัน (parison) ซึ่งการขึ้นรูปพาริสันจะมีรูปร่างใกล้เคียงกับบรรจุภัณฑ์จริง จากนั้นพาริสันจะถูกเหวี่ยงไปยังด้านโมลด์ (Mould) เพื่อขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์ โดยกรรมวิธีขึ้นรูปมี 3 วิธีที่นิยมใช้กันคือ
1. วิธีการขึ้นรูปแบบ Blow-and –Blow (BB) ใช้แรงอากาศดันหยดแก้สให้เข้าที่ตามรูปร่างของแม่พิมพ์เพื่อขึ้นรูปหยดแก้วให้เป็นพาริสัน แล้วจะถูกส่งไปยังแม่พิมพ์ด้านโมลด์ และจะถูกเป่าลมอีกครั้งด้วยลมแรงสูงเพื่อขึ้นรูปขั้นตอนสุดท้าย วิธีการนี้สามารถใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วที่มีความหนาของคอขวดแตกต่างกันได้ โดยทั่วไป กระบวนการนี้จะใช้สำหรับการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วปากแคบ
2. วิธีขึ้นรูปแบบ Press-and-Blow (PB) เมื่อขึ้นรูปพาริสันแล้วจะถูกส่งไปยังแม่พิมพ์ด้านโมลด์ ซึ่งจะมีลมแรงดันสูงเป่าขึ้นรูปให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ วิธีนี้เหมาะสำหรับการผลิตขวดปากกว้าง
3. วิธีขึ้นรูปแบบ Narrow Neck Press-and-Blow (NNPB) เมื่อขึ้นรูปพาริสันแล้วจะถูกเป่าให้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีการกระจายของเนื้อแก้วที่สม่ำเสมอกว่าวิธีการผลิตแบบ Blow and Blow วิธีขึ้นรูปแบบ NNPB ใช้สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วปากแคบชนิดใช้ครั้งเดียวที่มีน้ำหนักเบา

 

         

 

     ขวดแก้วร้อนที่ออกจากเครื่องขึ้นรูปจะถูกส่งผ่านสายพานลำเลียงไปยังรางอบ การอบคือ กระบวนการให้ความร้อนกับบรรจุภัณฑ์แก้วจนกระทั่งถึงจุดที่ลดความเครียด ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่แก้วมีความแข็งเกินกว่าจะเปลี่ยนรูปร่างได้ แต่มีความอ่อนตัวพอที่จะลดความเครียดภายในได้ จากนั้นบรรจุภัณฑ์จะถูกปล่อยให้อบความร้อนซ้ำจนกระทั่งอุณหภูมิร้อนสม่ำเสมอทั่วกันแล้วปล่อยให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆ จนกระทั่งอุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดวิกฤติที่ไม่มีความเครียดเกิดขึ้นภายในอีก และปล่อยให้บรรจุภัณฑ์มีอุณหภูมิเท่ากับห้อง ซึ่งจะทำให้บรรจุภัณฑ์มีอายุการใช้งานยาวนาน


วีดิทัศน์เรื่องการขึ้นรูปแก้ว