เนื้อหา

     หลักฐานการใช้ศิลาแลงของประเทศ นอกจากอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (แหล่งมรดกโลก) แสดงการใช้ประโยชน์จากศิลาแลงที่สมบูรณ์ แห่งหนึ่ง (เป็นส่วนของอณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. 1792 – 2126))  ยังมีหลักฐานจากโบราณสถานอื่นๆ ที่แสดงถึงความเจริญในอดีตในช่วงเวลาที่ต่างกัน และได้สืบทอดทั้งศิลปวัฒนธรรมการดำรงชีวิต มาจนถึงปัจจุบัน
     ลำดับเกี่ยวกับการใช้ศิลาแลงในอดีต แบ่งเป็น (1) ช่วงเวลาในอดีต ที่อาณาจักรต่างๆ มีอำนาจปกครองประเทศไทย โดยเริ่มจากอณาจักรทวารวดี (2) การเข้าใจถึงองค์ประกอบหลักของสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่เป็นโบราณสถาน (3) วัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร-สถานที่ ข้อเด่น-ข้อด้อย ของ อิฐ ศิลาแลง และหินทราย และ (4) ตัวอย่างโบราณสถาน ที่หลงเหลือให้เห็น

ช่วงเวลาในอดีต
     จากหลักฐานทางโบราณคดี นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ จำแนกช่วงเวลาที่อาณาจักรต่างๆ ที่มีอำนาจการปกครองอยู่ในประเทศไทยในอดีต ตามลำดับดังนี้ คือ

          - อาณาจักรทวารวดี ศูนย์กลางไม่ทราบแน่ชัด (ประมาณ พุทธศตวรรษ ที่ 11 – 16) (ภาพ 24)
          - อาณาจักรศรีวิชัย ศูนย์กลางไม่ทราบแน่ชัด (ประมาณ พ.ศ. 1202 – 1758) (ภาพ 25)
          - อาณาจักรพระนครหลวง ศูนย์กลางอยู่ที่ นครวัด-นครธม (ประมาณ พ.ศ. 1333 – 1974) (ภาพ 26)
          - อาณาจักรสุโขทัย ศูนย์กลางอยู่ที่ จังหวัดสุโขทัย (พ.ศ. 1972 – 2126) (ภาพ 27)
          - อาณาจักรล้านนา ศูนย์กลางอยู่หลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 1835 – 2318) (ภาพ 27)
          - อาณาจักรอยุธยา ศูนย์กลางอยู่ที่ จังหวัดอยุธยา (พ.ศ. 1893 – 2130)
          - อาณาจักรธนบุรี ศูนย์กลางอยู่ที่ เขตธนบุรี (พ.ศ. 2310 – 2325)
          - อาณาจักรรัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางอยู่ที่ กรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325 – ปัจจุบัน)
(อายุของอาณาจักรต่างๆ ได้จาก https://goo.gl/mTRrFH; http://goo.gl/gRCnq4; Freeman, M. and Jacques, C., 2007. Ancient Angkor, Amarin Printing and Publishing Plc, 239 p.; https://goo.gl/a4lenC; https://goo.gl/ie56w5; https://goo.gl/SvM9TH; https://goo.gl/nhcGGx)

 
ภาพ 24: ตำแหน่งเมืองโบราณ ในสมัยทวารวดี บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง และขอบเขตทะเลในสมัยนั้น

 

 
ภาพ 25: พื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพล ของอาณาจักรศรีวิชัย (ประมาณปี พ.ศ. 1202 – 1758) อาณาจักรเจนละ เป็นอาณาจักร ที่เกิดในช่วง ประมาณ พ.ศ. 1400 หลังจากอาณาจักรฟูนัน ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรรากฐานของเขมรโบราณ

 

 
ภาพ 26: พื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรพระนครหลวง ในช่วงประมาณ พ.ศ. 1750 (พระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7)

 

   
 ภาพ 27: พื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรล้านนา ในช่วงประมาณ พ.ศ. 1830 (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช)  

 ภาพ 28: พื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกรุงศรีอยุธยา ในช่วงประมาณ พ.ศ. 1940 (สมเด็จพระรามราชาธิราช)   

องค์ประกอบหลักของสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลืออยู่เป็นโบราณสถาน
(1) โครงสร้างที่ทำด้วยไม้

     โครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ทำจากไม้ ของสิ่งปลูกสร้างโบราณสถาน เช่น กำแพง ปราสาท วัด และพระราชวัง จะไม่หลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน และโบราณสถานต่างๆ ที่พบเห็นในปัญจุบัน ต่างผ่านการบูรณะ และซ่อมแซม และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโบราณสถาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่พระราชพิธี ที่เชื่อมโยงกับศาสนา และความเชื่อ ในช่วงเวลานั้น
(2) วัตถุดิบที่สำคัญ
     อิฐ (ดินเผา) ศิลาแลง และหินทราย เป็นวัสดุก่อสร้างที่ได้รับความนิยมเป็นวัสดุก่อสร้างในอดีต ของ อาณาจักรโบราณ และเหลือเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงความรู้ ความสามารถของบรรพบุรุษ ซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
(3) ความรู้ในการก่อสร้าง
    ความรู้ในการหา – การผลิตวัตถุดิบ สำหรับงานก่อสร้าง วิธีการก่อสร้าง และวัฒธรรม-วิธีการปกครอง ได้รับการถ่ายทอดจากประเทศอินเดีย เป็นหลัก โดยเข้ามาผ่านการค้าขายทางทะเล ในช่วงเวลาของ อาณาจักรทวารวดี และศรีวิชัย ซึ่งทั้งสองอาณาจักรต่างเป็นพุทธอาณาจักร

วัตถุดิบที่คงเหลือให้เห็นตามโบราณสถาน และข้อเด่น และข้อด้อย ของวัตถุดังกล่าว
(1) อิฐ

    มักสร้างเป็นก้อนเหลี่ยม เช่น กว้าง 16 ยาว 32 หนา 8 ซม. การผลิตทำได้โดยการเผา ทำการก่ออิฐแบบมีรอยต่อแคบมาก และอิฐแต่ละก้อนติดกันด้วย หรือสอด้วยดินเหนียวและยางไม้ (ไม่ใช้ปูนขาวเหมือนปัจจุบัน) การตบแต่งนิยมใช้ปูนปั้นเป็นลวดลายแปะทับบนผนังอิฐที่ก่อขึ้น
           ข้อเด่น:ดินเหนียวเป็นวัตถุดิบที่หาง่าย ผสมกับแกลบข้าวเหนียว อัดให้เป็นก้อน และทำให้เป็นอิฐโดยการเผา การผลิตทำได้รวดเร็ว ใช้แรงงานน้อย ในการผลิต และสามารถตั้งเตาเผาไว้ใกล้กับสถานที่ก่อสร้าง
           ข้อด้อย:ไม่สามารถสร้างเป็นก้อนขนาดใหญ่ได้ มีความคงทนต่อการผุพังทลายได้น้อยสุด เมื่อเปรียบเทียบกับ ศิลาแลง และหินทราย
อิฐ ใช้มากในอาณาจักรทวารวดี อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรล้านนา และอาณาจักรอยุธยา

(2) ศิลาแลง
   ศิลาแลงพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ ส่วนใหญ่ตัดเป็นก้อนจากแหล่งศิลาแลง ซึ่งมักเป็นบริเวณพื้นที่ราบใกล้เขา ถ้าขุดจากพื้นดินที่ชื้นจะนิ่ม มีความแข็งน้อย มีรูพรุน และมีสีน้ำตาลแดง แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งจะมีความแข็งมากขึ้น การนำไปใช่ ส่วนมากใช้ในการสร้างฐานราก ถนน โครงสร้างภายในของเจดีย์ กำแพง และสามารถใช้ปูนปั้น ปูนโบกปิดทับผิวที่ขุขระ เป็นรู
        ข้อเด่น:  มีความคงทน และแข็งแรง ผลิตได้ง่าย และสามารถผลิตได้หลากหลายขนาด อาณาจักรสุโขทัย มีแหล่งศิลาแลงอยู่ใกล้เมือง ทำให้นิยมใช้ศิลาแลง
           ข้อด้อย: ไม่สามารถแกะสลักได้ บริเวณ อาณาจักรที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เช่น อาณาจักรอยุธยา ไม่นิยมใช้ศิลาแลงในการก่อสร้าง เนื่องจากแหล่งศิลาแลง อยู่ห่างไกล
ศิลาแลง ใช้ผสมกับอิฐ ในอาณาจักรทวารวดี และอาณาจักรพระนครหลวง และใช้มากในอณาจักรสุโขทัย

(3) หินทราย
     แม้ว่าหินทรายจะพบแทบทุกภาคของประเทศ แต่พบมากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงบริเวณภูเขาใกล้กับอาณาจักรพระนครหลวง  จึงมีการใช้หินทรายมากในช่วงเวลาของอาณาจักรพระนครหลวง ซึ่งในช่วงแรกใช้ทำเพียงเป็นการตบแต่ง และประดับกรอบประตู และกรอบหน้าต่าง เนื่องจากหินทราย มีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถตัด แกะสลัก เป็นรูปแบบต่างๆ ได้ ต่อมาช่างเขมรโบราณ ได้พัฒนา ใช้หินทรายมาสร้างปราสาททั้งหลัง รวมถึงหลังคา ทางเดิน ส่วนตบแต่งภายนอก ที่เป็นหน้าบัน รูปสลัก และภายในห้องโถง แกะสลักด้วยการสลักหินแบบนูนสูง และนูนต่ำ
          ข้อเด่น: มีความคงทน และแข็งแรง สามารถสกัดได้เป็นขนาดต่างๆ และสามารถแกะสลักได้
          ข้อด้อย: การผลิตวัตถุดิบหินทราย และการขนส่ง ต้องใช้คน และทรัพยากรจำนวนมาก เช่นเดียวกับการก่อสร้าง และการแกะสลัก
หินทราย ตัดเป็นก้อนเหลี่ยมรูปแบบต่างๆ และมีการแกะสลัก ใช้เป็นวัตถุก่อสร้างหลักในการสร้างปราสาทหิน และเครื่องประดับต่างๆ ที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ปราสาทหินดังกล่าวสร้างในช่วงเวลาของอณาจักรพระนครหลวง

ตัวอย่าง โบราณสถาน ที่ใช้ศิลาแลงเป็นวัตถุในการก่อสร้าง
          (1) สมัยทวารวดี เช่น โบราณสถานพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และเมืองโบราณดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

          (2) สมัยพระนครหลวง เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา (ใช้ศิลาแลง และหินทราย) อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี
          (3) สมัยสุโขทัย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ. สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จ. กำแพงเพชร (ภาพ 29 และ 30)

 
 ภาพ 29: วัดช้างรอบ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

 

 
 ภาพ 30: เสาศิลาแลง (ทั้งต้นเป็นศิลาแลงก้อนเดียว) ฉาบปูน พบที่วัดพระนอน ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

 

 
วีดิทัศน์เรื่องการใช้ศิลาแลงในอดีต