เนื้อหา

ทำไมต้องเข้าใจดินด้วย ก่อนเรียนรู้ศิลาแลง
     เหตุที่ต้องรู้จักดิน และปัจจัยในการเกิดดิน เนื่องจาก ศิลาแลง เป็นดินประเภทหนึ่ง ถ้ารู้จักดิน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดดิน จะทำให้สามารถเข้าใจศิลาแลง และเป็นการสร้างพื้นฐานความเข้าใจ การเกิดศิลาแลง
     สำหรับตอนนี้จะกล่าวถึง ภาพรวมของดินทั่วไป (ดินในที่นี้เป็นดินที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือ ดินที่ “รากพืชหยั่งถึง”) องค์ประกอบของดิน และ ห้าปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดิน

ดิน คืออะไร
     ดินเป็นวัตถุที่เกิดตามธรรมชาติ เป็นผลจากกระบวนการผุพังของหิน ตะกอน และซากพืช ดินจะเกิดปกคลุมผิวโลกในส่วนที่อยู่บนบก ร่วมกับอากาศ น้ำ (ความชื้น)  ที่สำคัญดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ให้ที่อยู่ ให้อาหาร และสนับสนุนการดำรงชีวิต

องค์ประกอบดิน
     ดินมีองค์ประกอบหลัก แบ่งได้เป็น 4 ส่วน คือ (1) แร่และหิน (2) สารอินทรีย์ (3) น้ำ และ (4) อากาศ ดินบางชนิด อาจมีองค์ประกอบไม่ครบ ตัวอย่างง่ายๆ ศิลาแลง และดินทรายบริเวณชายหาด เป็นดินที่ไม่มีสารอินทรีย์ หรือมีสารอินทรีย์น้อย ซึ่งตรงข้ามกับดินที่เกิดบริเวณป่าพรุ จะมีสารอินทรีย์คือซากพืช เป็นจำนวนมาก

     องค์ประกอบดิน ที่อยู่ในบทเรียนต่างๆ คือ มีแร่-หิน 45% สารอินทรีย์ 5% น้ำ 25% และอากาศ 25% (ภาพ 3) คือ องค์ประกอบของดินที่ดีเหมาะสมต่อการปลูกพืช(โดยทั่วไป) และตัวเลขดังกล่าวเป็นร้อยละโดยปริมาตร นอกจากนี้ น้ำ และอากาศ คือช่องว่างในดิน ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล(ขอย้ำ) ตัวเลขสัดส่วนดังกล่าว คือองค์ประกอบของดินที่ดีเหมาะแก่การปลูกพืช ไม่ใช่องค์ประกอบของดินเฉยๆ

 
 ภาพ 3: องค์ประกอบของดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช แสดงในสัดส่วนร้อยละโดยปริมาตร


     กระบวนการเกิดดิน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อจะเข้าใจกระบวนการเกิดดินในส่วนต่อไป ขอกล่าวถึงปัจจัยการเกิดดิน ที่มี 5 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย (1)วัตถุต้นกำเนิดดิน (2)เวลาที่ใช้ในการเกิดดิน (3)ภูมิอากาศ (4)สิ่งมีชีวิต และ (5)ความลาดชันของพื้นที่

(1)วัตถุต้นกำเนิดดิน
     วัตถุต้นกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ หิน แตะตะกอน
          - หิน เป็นของแข็งที่ประกอบด้วยแร่อย่างน้อย 1 ชนิด และ/หรือ แก้วภูเขาไฟ วัตถุต้นกำเนิดดินประเภทนี้มักพบตามภูเขา (ตามข้างทางถนนที่ตัดภูเขา มักพบดินที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน ที่เป็นหิน) (ภาพที่ 4)
          - ตะกอน เป็นเศษแร่ และเศษหิน ขนาดต่างๆ ที่ผุพัง แตกหัก จากธรณีวัตถุ และถูกพัดพาด้วยตัวกลาง (น้ำ ลม ธารน้ำแข็ง) ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก สะสมตัวยังบริเวณที่แหล่งสะสมตัว วัตถุต้นกำเนิดดินประเภทนี้ มักพบตามพื้นราบ และบริเวณที่เป็นแอ่ง เช่น ตามที่ราบ ที่เป็นนา หรือสวน (ภาพที่ 5)


 
 ภาพ 4: ดินที่เกิดจากวัตถุที่เป็นหิน ชั้นดินบาง    ภาพ 5: ดินที่เกิดจากวัตถุที่เป็นตะกอน ชั้นดินหนา 

(2)เวลา
     โดยทั่วไปดินที่เกิดนานกว่า (ผ่านการผุพังนานกว่า) จะมีความหนามากว่าดินที่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆ (ภาพที่ 6) มีการใช้ระยะเวลา ในการแบ่งดินตามอายุ ดังนี้
          - ดินอายุน้อย คือ ดินที่เกิด ในช่วงเวลา 50 – 1,000 ปี
          - ดินอายุปานกลาง คือ ดินที่เกิด ในช่วงเวลา มากกว่า 1,000 – 50,000 ปี
          - ดินอายุมาก คือ ดินที่เกิดในช่วงเวลา มากกว่า 50,000 – 1 ล้านปี
          - ดินอายุน้อย เราสามารถจำแนกวัตถุต้นกำเนิดได้ง่าย ในขณะที่ดินอายุมาก เราอาจไม่สามารถจำแนกวัตถุต้นกำเนิดได้

 

 
 ภาพที่ 6: เวลา คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ในการเกิดดิน ดินที่มีอายุมากจะมีความหนา และจำนวนชั้นดินที่มากกว่าดินอายุน้อย

(3) ภูมิอากาศ
     ภูมิอากาศ ส่งผลอย่างมากในกระบวนการเกิดดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดศิลาแลง ปริมาณน้ำฝนที่มาก ทำให้อัตราการเกิดดินได้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้ได้ชั้นดินที่หนาขึ้น
     ภูมิอากาศร้อนชื้น แบบประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศ จะทำให้เกิดกระบวนการผุพังทางเคมีได้มาก ส่งผลทำให้เกิดชั้นดินที่หนา เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพภูมิอากาศแบบหนาวเย็น ซึ่งมักจะเกิดชั้นดินที่บางกว่า และเกิดการผุพังทางกลที่มากกว่า
     ฝนที่ตกมาก และไหลซึมผ่านชั้นดิน จะชะล้างธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชออกไป แต่จะเหลือ ออกไซด์ของเหล็ก ที่ละลายน้ำได้น้อยมาก และพืชไม่ต้องการ
(4) สิ่งมีชีวิต
     พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่อาศัยในดินตามธรรมชาติ จะช่วยให้ดินร่วนชุย และทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งตรงกันข้ามกับกิจกรรมที่มนุษย์ทำกับดินในปัจจุบัน
     ศิลาแลง เป็นชั้นดินที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่น้อยมาก
(5) ความลาดชันของพื้นที่
     ความชันของพื้นที่ส่งผลทำให้ลักษณะของดินแตกต่างกัน โดยทั่วไปพื้นที่ที่มีความลาดชันมาก ดินจะเกิดเป็นชั้นบางๆ ตรงกันข้ามกับดินที่เกิดบริเวณที่ราบมักจะได้ชั้นดินที่หนา
     ความชันของพื้นที่ยังส่งผลต่อการไหลของน้ำ ในที่นี้จะกล่าวถึงการไหลของน้ำทั้งในแนวราบ และในแนวดิ่ง พื้นทที่ลาดชันน้ำจะไหลบนผิวดินได้เร็ว และน้ำซึมลงใต้ดินได้น้อย ตรงกันข้ามกับบริเวณพื้นที่ราบ น้ำจะไหลช้า และจะซึมลงในแนวดิ่งได้ การไหลซึมของน้ำในแนวดิ่งจะทำให้วัตถุใต้ดินผุพังทางเคมีได้มากขึ้น ผลก็คือเกิดชั้นดินที่หนาขึ้น (ภาพที่ 7 และ 8)

 
ภาพ 7: บริเวณพื้นที่ลาดชัน โอกาสที่จะเกิดดินมีน้อยมาก น้ำที่ไหลเร็ว จะพัดพา และถล่มเศษหิน ออกจากพื้นที่แทนที่จะเกิดดิน (ในภาพเป็นการลดความชันของพื้นที่ โดยปรับพื้นที่เป็นขั้น และปลูกหญ้าแฝก)  

ภาพ 8: หน้าตัดดินในพื้นที่ราบลานชันเล็กน้อย ทำให้เกิดชั้นดินที่หนา                                                                                                                                


วีดิทัศน์เรื่องดิน และปัจจัยการเกิด