เนื้อหา

     ดาวเทียม (Satellite) เป็นอุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นแล้วติดตั้งบนจรวดหรือยานขนส่งอวกาศเพื่อนำไปปล่อยไว้ในวงโคจรรอบโลก ดาวเทียมจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในอวกาศ มีการรับส่งสัญญาณวิทยุระหว่างดาวเทียมและสถานีภาคพื้นเพื่อใช้ประโยชน์ในงานด้านต่างๆ เช่น ถ่ายภาพตรวจอากาศ โทรคมนาคม และปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์   เป็นต้น ดาวเทียมที่ใช้กันในปัจจุบันมีการแบ่งจำแนกได้หลายลักษณะ ได้แก่ แบ่งตามความสูงของวงโคจร แบ่งตามรูปแบบของวงโคจร เป็นต้น  แต่จากข้อมูลหลายแหล่งจะมีการแบ่งประเภทของดาวเทียมออกออกตามประโยชน์ใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท (ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาศาสตร์, 2557 : ออนไลน์) ดังนี้

     1. ดาวเทียมทำแผนที่ เป็นดาวเทียมที่มีวงโคจรต่ำ(LEO) ที่ระดับความสูงไม่เกิน 800 กิโลเมตร เพื่อให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดสูง และเป็นดาวเทียมที่มีวงโคจรใกล้ขั้วโลก (Polar orbit) เพื่อให้สแกนพื้นผิวถ่ายภาพได้ครอบคลุม ทุกพื้นที่ของโลก ภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้สามารถนำไปใช้ในการทำแผนที่ ผังเมือง และการทำจารกรรมสอดแนมทางการทหาร  

     2. ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร เป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำที่มีวงโคจรแบบใกล้ขั้วโลก (Near Polar Orbit) ที่ระยะสูงประมาณ 800 กิโลเมตร จึงไม่มีรายละเอียดสูงเท่าภาพถ่ายที่ได้จากดาวเทียมทำแผนที่ เพราะเน้นการครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง และทำการบันทึกภาพได้ทั้งในช่วงแสงที่ตามองเห็นและรังสีอินฟราเรด เนื่องจากโลกแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา จึงสามารถบันทึกภาพได้แม้ในเวลากลางคืน ดาวเทียมประเภทนี้จะใช้หลักการทำงานของ Remote Sensing 

     3. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เป็นดาวเทียมซึ่งใช้ในการตรวจวัดข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถตรวจวัดข้อมูลอากาศในที่ๆ มนุษย์ไม่สามารถทำการตรวจวัดได้โดยตรงจากเครื่องมือตรวจอากาศ  ชนิดอื่นๆ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้อยู่ในที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์เพื่อการพยากรณ์อากาศและรายงานสภาพลมฟ้าอากาศต่างๆ รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชั้นบรรยากาศของโลก ประเทศไทยได้มีการนำดาวเทียมอุตุนิยมวิทยามาใช้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประโยชน์ทางด้านอุตุนิยมวิทยา การเกษตร การประมง และสิ่งแวดล้อม ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

          3.1 ชนิดวงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Meteorological Satellite) โคจรรอบโลกใช้เวลา 24 ชั่วโมง เท่ากับโลกหมุนรอบตัวเอง โดยวงโคจรอยู่ในตำแหน่งเส้นศูนย์สูตรของโลกมีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 35,800 กิโลเมตร และโคจรไปในทางเดียวกับการหมุนของโลก ทำให้ตำแหน่งดาวเทียมจะสัมพันธ์กับตำแหน่งบนพื้นโลกในบริเวณเดิมเสมอ ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้านี้จะอยู่ที่ระดับสูงทำให้ถ่ายภาพมุมกว้างครอบคลุมทวีปและมหาสมุทร

          3.2 ชนิดวงโคจรผ่านใกล้ขั้วโลก(Near Polar Orbiting Meteorological Satellite) โคจรผ่านใกล้ขั้วโลกเหนือและใต้ มีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 850 กิโลเมตร โคจรรอบโลกประมาณ 102 นาที ต่อ 1 รอบ ในหนึ่งวันจะหมุนรอบโลกประมาณ 14 รอบ และจะเคลื่อนที่ผ่านเส้นศูนย์สูตรในเวลาเดิม (ตามเวลาท้องถิ่น) 2 ครั้ง โดยโคจรเคลื่อนที่จากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ 1 ครั้ง และโคจรเคลื่อนที่จากขั้วโลกใต้ไปยังขั้วโลกเหนืออีก 1 ครั้ง การถ่ายภาพของดาวเทียมชนิดนี้ จะถ่ายภาพและส่งสัญญาณข้อมูลสู่ภาคพื้นดินในเวลาจริง (Real Time) ในขณะที่ดาวเทียมโคจรผ่านพื้นที่นั้นๆ โดยสามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ 2,700 กิโลเมตร

     4. ดาวเทียมเพื่อการนำร่อง Global Positioning System "GPS" เป็นระบบบอกตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นโลก ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายดาวเทียมจำนวน 32 ดวง โคจรรอบโลกในทิศทางต่างๆ ที่ระยะสูง 20,000 กิโลเมตรส่งสัญญาณมาบนโลกพร้อมๆ กัน  แต่เนื่องจากดาวเทียมแต่ละดวงอยู่ห่างจากเครื่องรับบนพื้นโลกไม่เท่ากัน เครื่องรับจึงได้รับสัญญาณจากดาวเทียมแต่ละดวงไม่พร้อมกัน วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องรับ GPS นำค่าเวลาที่แตกต่างมาคำนวณหาพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นโลก ปัจจุบันเครื่องรับ GPS เป็นที่นิยมใช้กันในหมู่นักเดินทางมีทั้งแบบมือถือ ติดตั้งบนรถ เรือ และเครื่องบิน

     5. ดาวเทียมโทรคมนาคม เช่น Intelsat, Thaicom ส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า (Geo-stationary Orbit) เพื่อถ่ายทอดสัญญาณจากทวีปหนึ่งไปยังอีกทวีปหนึ่ง ข้ามส่วนโค้งของโลก ดาวเทียมค้างฟ้า 1 ดวง สามารถ    ส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่การติดต่อประมาณ 1/3 ของผิวโลก และถ้าจะให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก จะต้องใช้ดาวเทียมในวงโคจรนี้อย่างน้อย 3 ดวง อย่างไรก็ตามดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้าจะลอยอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรโลกเท่านั้น ดังนั้นสัญญาณจะไม่สามารถครอบคลุมบริเวณขั้วโลกได้เลย

     6. ดาวเทียมภารกิจพิเศษ  นอกจากดาวเทียมทั่วไปที่ใช้งานเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันตามที่กล่าวไปแล้ว ยังมีดาวเทียมอีกหลายชนิดที่ส่งขึ้นไปเพื่อปฏิบัติภารกิจพิเศษเฉพาะทาง เช่น ดาวเทียมเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ กล้องโทรทรรศน์อวกาศ  ดาวเทียมจารกรรม ดาวเทียมทางทหาร  ดาวเทียมประเภทนี้มีระยะสูงและรูปแบบของ วงโคจรต่างๆ กันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน 

     สำหรับประเทศไทยในช่วงยุคแรกยังไม่มีดาวเทียมเป็นของตนเองจึงเป็นการเช่าสัญญาณดาวเทียมจากดาวเทียมอินเทลแซท ขององค์การอินเทลแซท (Intelsat: International Telecommunication Satellite Consortium) เพื่อใช้สำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมกับสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินประเทศอื่นๆ จึงทำให้คนไทยได้มีโอกาสรู้จักคำว่า “ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม” ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 ประเทศไทยได้จัดตั้งโครงการดาวเทียมไทยคมเพื่อศึกษาหาความเป็นไปได้ ที่ประเทศไทยจะมีดาวเทียมใช้เอง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2536 ดาวเทียมสื่อสารดวงแรกของประเทศไทยได้ถูกปล่อยขึ้น สู่อวกาศ จากฐานยิงจรวดเอเรียนสเปซ เมืองคูรู ประเทศฝรั่งเศส ดาวเทียมดวงแรกของไทยนี้มีชื่อว่า ไทยคม1

     ปัจจุบันประเทศไทยใช้งานดาวเทียมใน 3 ประเภท คือ 

          - ดาวเทียมสำหรับสื่อสารโทรคมนาคม ได้แก่ ดาวเทียมไทยคม  ที่มีการแบ่งรุ่นของดาวเทียมเป็น ดังนี้ ไทยคม 1  ไทยคม 2  ไทยคม 3  ไทยคม 4   ไทยคม 5  ไทยคม 6  และไทยคม 7 

     โดยดาวเทียมไทยคมดังที่กล่าวข้างต้นนี้ เป็นดาวเทียมสื่อสารที่ใช้เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของการรับ-ส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์โดยตรงจากดาวเทียมสู่ผู้ชมตามบ้านเรือน หรือ Digital Direct To Home: DTH บนคลื่นความถี่แบบKu Band ที่มีความที่ระหว่าง 12-18 GHz ที่นอกจากจะให้บริการ DTH แล้วยังสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถรับภาพ ข้อมูล เสียง และเว็บเพจ ไปจนถึงข้อมูลมัลติมีเดียที่มีขนาดใหญ่ ผ่านเครือข่ายดาวเทียมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยตรง และคลื่นความถี่ C Band ที่มีความถี่ 4-8 GHz เหมาะกับการสื่อสารโทรคมนาคม ภาพและเสียงทั่วไป แต่มีรัศมีครอบคลุมกว้างกว่า Ku Band

          - ดาวเทียมสำหรับสำรวจทรัพยากรที่ประเทศไทยใช้งานมีอยู่ 2 ลักษณะ

     1. EO หรือ Electro-optical censoring สามารถเปรียบเทียบการทำงานได้กับการมองเห็นของมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการสะท้อนแสง หรือการเปล่งพลังงานคลื่นออกมาจากวัตถุเป้าหมาย (Target) พลังงานที่ออกมาจากวัตถุจะผ่านตัวกลาง เช่นบรรยากาศ (Atmosphere) แล้วตกลงที่เลนส์รับภาพ (Optical Receiver) เพื่อรวบรวมพลังงานไปให้ตัวตรวจจับ (Detector) และผลิตสัญญาณให้กับชุดประมวลผล (Signal Processing) ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำไปใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ (Output Device) ได้แก่ การแสดงภาพ เป็นต้น ส่วนมากที่ประเทศไทยมีใช้อยู่จะเป็นลักษณะนี้ทั้งสิ้น

     2. SAR หรือ Synthetic aperture radar เป็นดาวเทียมที่มีขีดความสามารถในการทะลุทะลวงลงไปยังพื้นที่ต่างได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ ป่าไม้ ก็สามารถจะถ่ายทางเครื่องบินและสามารถที่จะแยกแยะปัจจัยบนผิวดินได้

     ซึ่งตัวอย่างของดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ได้แก่ ดาวเทียม THEOS หรือดาวเทียมไทยโชต ดาวเทียมแลนด์แซท-5 (LANDSAT-5) ดาวเทียม IRS-I C, D และดาวเทียม RADARSAT-1 ดาวเทียมเหล่านี้ประเทศไทยได้มีการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ เช่น ศึกษาพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ ศึกษาหาพื้นที่เพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดทำแผนที่ภูมิประเทศ ศึกษาแหล่งน้ำทั้งบนบก ในทะเล น้ำบนดินและใต้ผิวดิน ใช้สำรวจทรัพยากรน้ำและปริมาณทรัพยากรที่อยู่ในน้ำ ศึกษาเกี่ยวกับการไหลเวียนของน้ำทะเล ช่วยในการติดตามและประเมินผลเสียหายเบื้องต้นเกี่ยวกับอุบัติภัยต่างๆ รวมทั้งภาพจากดาวเทียมเป็นภาพที่ทันสมัยที่สุดสามารถนำไปแก้ไขแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วนใหญ่ 1: 50,000 ได้อย่างรวดเร็วมีความถูกต้องเป็นที่ยอมรับ ทำให้ทราบลักษณะภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเส้นทางคมนาคมหรือสิ่งก่อสร้างขึ้นใหม่ ทำให้ได้แผนที่ที่ทันสมัยเพื่อการวางแผนที่รวดเร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น 

          - ดาวเทียมสำหรับอุตุนิยมวิทยา ได้แก่ ดาวเทียม NOAA ดาวเทียม GOES และดาวเทียม MTSAT ดาวเทียมประเภทนี้นำมาใช้ประโยชน์ในแง่ของการพยากรณ์อากาศ การตรวจวัดสิ่งผิดปรกติเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ โดยจะทำการถ่ายภาพก้อนเมฆที่ปกคลุมโลก ติดตามการก่อตัวและเคลื่อนตัวของพายุ การโคจรของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา จะมีอยู่สองลักษณะโดยจะมีทั้งประเภทโคจรแบบวงโคจรค้างฟ้า โดยจะทำหน้าที่ถ่ายภาพก้อนเมฆและส่งภาพกลับมาเพื่อประมวลผลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ  ทั้งดาวเทียมประเภทนี้ยังมีการโคจรแบบวงกลมอีกด้วย โดยจะเคลื่อนที่ผ่านจุดเดิมวันละ 2 ครั้ง เพื่อทำหน้าที่ถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนออกมาจากผิวโลกเพื่อนำไปใช้ในการตรวจวัดระดับไอน้ำในชั้นบรรยากาศ โดยดาวเทียมสำหรับอุตุนิยมวิทยานี้จะมีฐานรับรับสัญญาณอย่างเดียว ซึ่งตั้งอยู่ที่ลาดกระบัง

     จากที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับดาวเทียมประเภทต่างๆ ที่ประเทศไทยมีการใช้งานอยู่นั้น ดาวเทียมดวงหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยนั่นก็คือ ดาวเทียม THEOS หรือ  ดาวเทียมไทยโชต ซึ่งเป็นดาวเทียมสำหรับสำรวจทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของตนเองและสามารถให้บริการข้อมูลดาวเทียม THEOS แกผู้ใช้ทั่วโลก โดยดาวเทียมไทยโชตนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศและภูมิ สารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินโครงการดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS ที่จะส่งผลให้คนไทยไดมีโอกาสนำข้อมูลไปใช้ประโยชนในด้านต่างๆ อาทิ การทำแผนที่ , การเกษตร, การใช้ที่ดิน, ป่าไม้, การวางผังเมือง, สภาพแวดล้อม, อุทกภัย, ความมั่นคงของประเทศ  เป็นต้น  ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน

     ดาวเทียม THEOS หรือดาวเทียมไทยโชต ได้ทะยานขึ้นสู่อวกาศ ในวันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2551 โดยจรวดนำส่ง "เนปเปอร์" (Dnepr) จากฐานส่งจรวดเมืองยาสนี (Yasny) ประเทศรัสเซีย โดยดาวเทียม THEOS ถูกออกแบบให้เป็นดาวเทียมขนาดเล็ก มีน้ำหนัก 750 กิโลกรัม มีวงโคจรสูงจากพื้นโลก 820 กิโลเมตร โคจรรอบโลกทุก 26 วัน มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 5 ปี ทำงานโดยอาศัยแหล่งพลังงานจากดวงอาทิตย์ สามารถบันทึกภาพได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก ในด้านของระบบการถ่ายภาพนั้น ดาวเทียม THEOS มีระบบการถ่ายภาพแบบ Electro-optical censoring ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพแบบออฟติคคอล (Optical Imagery) ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลภาพ ในช่วงคลื่นแสง ที่ตามองเห็น (Visible band) จนถึงช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (Near Infrared) ที่เกิดจากการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อตกกระทบวัตถุบนพื้นผิวโลก โดยความละเอียดในการบันทึกภาพชัดเจนในพื้นที่ขนาด 2 และ15 ตารางกิโลเมตร และมีรายละเอียดของภาพขาว-ดำ (Panchromatic) 2 เมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ 22 กิโลเมตร ส่วนภาพสี (Multi-Spectral) 4 ช่วงคลื่น รายละเอียดภาพ 15 เมตร แต่ละภาพมีความกว้างของแนวถ่ายภาพ 90 กิโลเมตร

 

ภาพแสดงส่วนประกอบของดาวเทียม THEOS
ที่มา : http://www.gistda.or.th/main/th/node/90

ดาวเทียม THEOS มีหลักการทำงานแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

     1. ส่วนของ Payload จะทำหน้าที่ในการถ่ายภาพ ซึ่งประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพขาวดำ กล้องถ่ายภาพสี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสัญญาณภาพทั้งการแปลงสัญญาณ การบีบอัด และแปลงรูปแบบการจัดเก็บและส่งข้อมูลภาพ ซึ่งในส่วน Payload ของดาวเทียม THEOS นั้นจะมีข้อจำกัดใน บางประการ ได้แก่ จะถ่ายได้ภาพที่ชัดเจนเมื่อขณะฟ้าโปร่ง เนื่องจากหากมีเมฆมาบดบังจะส่งผลให้ภาพที่ถ่ายจากดาวเทียมจะไม่สามารถถ่ายภาพทะลุผ่านก้อนเมฆลงมาได้ เป็นต้น

 

ภาพแสดงส่วนประกอบการทำงานของดาวเทียม THEOS ในส่วนของ Payload
ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

     2. ส่วนของ Bus จะทำหน้าที่เป็นสนับสนุนการทำงานของ Payload ซึ่งระบบย่อยของ BUS ดาวเทียม มีดังนี้

          2.1 ระบบจัดการข้อมูลของ Payload ทำหน้าที่จัดเก็บภาพถ่ายดาวเทียมชั่วคราว ปรับความถี่เพื่อส่งสัญญาณและส่งข้อมูลภาพถ่ายกลับสู่สถานีภาคพื้นดิน

          2.2 ระบบติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ เชื่อมโยงดาวเทียมกับสถานีควบคุมภาคพื้นดิน และเชื่อมโยงระหว่างดาวเทียมด้วยกัน ข้อมูลต่างๆที่ส่งขึ้นไปจากสถานีควบคุมภาคพื้นดินสูดาวเทียม คือคำสั่งการทำงานของดาวเทียม ส่วนข้อมูลต่างๆ ที่ดาวเทียมส่งมายังสถานีภาคพื้นดินนั้นเป็นข้อมูลแสดงสถานภาพของดาวเทียมและข้อมูลจาก Payload

          2.3 ระบบไฟฟ้าและระบบเชื้อเพลิง ระบบไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับดาวเทียม ในส่วนของ Payload และ Bus รวมทั้งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าโดยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งส่วนกำเนิดพลังงานไฟฟ้านี้เองจะช่วยในเรื่องของการปรับระดับกำลังไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้งานภายในระบบดาวเทียม ระบบไฟฟ้าต้นกำลังประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ

                2.3.1 อุปกรณ์กำเนิดพลังงาน คือแผง Solar Cell ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า

                2.3.2 อุปกรณ์สะสมพลังงาน คือ แบตเตอรี่ ดาวเทียมจะหมดอายุการใช้งานทันที่ระบบไฟฟ้า

ต้นกำลังไม่ทำงาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการระบบการสื่อสาร Payload และ Bus

                2.3.3 อุปกรณ์แปลงพลังงาน

     ส่วนระบบเชื้อเพลิงที่ใช้กับดาวเทียม คือ Hydrazine ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงระบบขับดันขนาดใหญ่ที่ใช้ในการเพิ่มหรือลดความเร็วของดาวเทียมเพื่อเปลี่ยนวงโคจร ส่วนแก็สอัดจะใช้ในการควบคุมการทรงตัวและปรับขนาดวงโคจร และเมื่อดาวเทียมใดๆ ก็ตามหากหมดเชื้อเพลิงก็จะถูกกำจัดด้วยดังนี้คือ

          - หากเป็นเป็นดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรระดับต่ำ จะถูกป้อนคำสั่งให้ลดระดับลงเพื่อให้ลงมาในระดับชั้นบรรยากาศจนเกิดการเผาไหม้และสลายไป

          - หากเป็นเป็นดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรระดับสูง จะถูกป้อนคำสั่งให้เพิ่มความสูงจนเลยระดับของทุกวงโคจรเพื่อที่จะดีดดาวเทียมนั้นไปสู่ชั้นของขยะอวกาศ

     2.4 ระบบการจัดการข้อมูลและคำสั่ง ทำหน้าที่แปลงหรือถอดรหัสสัญญาณที่ส่งมาจากสถานควบคุม

ภาคพื้นดิน และกระจายคำสั่งที่ได้รับนั้นไปสู่อุปกรณ์หรือ Payload ที่เกี่ยวข้อง และทำหน้าที่รับและบันทึกข้อมูลดาวเทียมจาก Payload แปลงและเข้ารหัสสัญญาณและทำการส่งข้อมูลดังกล่าวลงมาสู่สถานีภาคพื้นดิน ในระบบจัดการข้อมูลบนดาวเทียมนั้นจะใช้ระบบ Computer เป็นหลัก

     2.5 ระบบควบคุมความร้อน ทำหน้าที่รักษาระดับอุณหภูมิในตัวดาวเทียมและ Payload ให้อยู่ใน ระดับที่เหมาะสม การควบคุมความร้อนทำได้หลายแบบ เช่นการหุ้มด้วยฉนวนกันรังสีความร้อน และการใช้อุปกรณ์ถ่ายเทความร้อนจากด้านที่ร้อนไปยังด้านที่เย็นกว่า (จากด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ไปยังด้านอวกาศ) โดยดาวเทียม THEOS จะใช้ฉนวนสีทองหุ้มดาวเทียมไว้เพื่อกันความร้อนจากดวงอาทิตย์

    2.6 ระบบขับดันและระบบควบคุมการวางตัว ทำหน้าที่สร้างแรงขับดันเพื่อใช้ในการเปลี่ยนลักษณะวงโคจร และการควบคุมการทรงตัว เพื่อให้ตำแหน่งดาวเทียมเป็นไปตามทิศทางที่ต้องการหรือที่ได้กำหนดไว้  โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมให้ Payload หันไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งประกอบด้วย หัวฉีด อุปกรณ์ควบคุม และระบบเชื้อเพลิง

ภาพแสดงส่วนประกอบการทำงานของดาวเทียม THEOS ในส่วนของ Bus
ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

     ดาวเทียม THEOS นี้เป็นดาวเทียมที่ประเทศไทยควบคุมเอง โดยผ่านการควบคุมจากสถานีควบคุมดาวเทียม THEOS อยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยระบบควบคุมดาวเทียม THEOS (Control Ground Segment : CGS)  มีภารกิจหลัก คือ การติดตามดาวเทียม THEOS  ในตำแหน่งที่ถูกต้อง การตรวจจับสถานะภาพการทำงานของระบบต่างๆ ของดาวเทียม THEOS เพื่อเช็คสภาพให้ดาวเทียมพร้อมที่จะสามารถทำงานตามฟังก์ชันที่ต้องการได้ หรือหากมีปัญหาในระบบย่อยใดๆ ก็สามารถที่จะส่งคำสั่งเพื่อการแก้ไขได้ทันที รวมทั้งเป็นศูนย์รวมรับข้อมูลความต้องการของผู้ใช้เพื่อทำการแปลงเป็นคำสั่งและส่งให้ดาวเทียม THEOS ต่อไป

 
วีดิทัศน์ เรื่องดาวเทียมของไทย