เนื้อหา

     น้ำเคลือบเป็นสารผสมระหว่างแร่ซิลิเกต เช่นกลุ่มแร่เคลย์ และซิลิกา  กับสารลดอุณหภูมิหลอม (เฟลด์สปาร์) ที่บดเปียก และผสมขึ้นให้มีความสามารถที่จะยึดติดกับผิวชิ้นงานที่ผ่านการเผาดิบได้อย่างดี และมีค่าการหดตัวเหมาะสมกับชิ้นงาน  แต่น้ำเคลือบ ยังมีหลากหลาย ขึ้นกับวิธีการเคลือบ ที่ส่งผลต่อชนิดของผลิตภัณฑ์ มีตัวอย่างดังนี้

     การเคลือบทึบ  - ทำให้ผลิตภัณฑ์มีแสงผ่านได้น้อยมาก ใช้ปิดบังเนื้อผลิตภัณฑ์ นิยมผสม SnO2
                          ประมาณ 5 % ลงในส่วนผสมของเคลือบ

     การเคลือบด้าน - เคลือบผลิตภัณฑ์ให้เรียบ แต่ไม่มัน ใช้สูตรเคลือบที่มี Al2O3 : SiO2
                          อยู่ในช่วง 1:3 ถึง 1:5

     การเคลือบสี    - ทำโดยการเติมสีผงเซรามิกส์ ลงในส่วนผสมของเคลือบ
                        - ถ้าเติม CuO  = 1 % จะได้เคลือบสีเขียว และ CuO = 3 % จะได้สีเขียวเข้ม
                        - ถ้าเติม Cr2O3 ในเคลือบ จะได้สีหลากหลาย แดง ชมพู น้ำตาล และเขียว 
                           ขึ้นกับชนิดของเคลือบ และอุณหภูมิการเผา

     การเคลือบประกายมุก – เป็นการเคลือบมันได้ความวาวเป็นเหลือบสีรุ้ง ใช้ตะกั่วผสมในน้ำเคลือบ การเคลือบแบบนี้ลดต้นทุนการผลิต แต่ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

     การเคลือบขี้เถ้า – เป็นน้ำเคลือบที่มนุษย์รู้จักมานาน ทำได้โดยใช้เถ้าไม้ฟืน หรือพืชต่างๆ (มีสมบัติเป็นด่าง) ผสมลงไปในสูตรน้ำเคลือบเพื่อลดอุณหภูมิการหลอมตัว เป็นการเคลือบมันที่ทำให้ได้สีเครื่องปั้นดินเผามีสีเขียวขี้ม้า – เหลือง (สีผิวโอ่งมังกร และสีไหน้ำปลา)

การเคลือบ
     วิธีการเคลือบเซรามิกส์  การเคลือบเซรามิกส์ ทำได้หลากหลายวิธีดังนี้
          - การวาดด้วยพู่กันจีน/แปรง มักเป็นการวาดด้วยสีเพื่อสร้างงานศิลปะ บนชิ้นงาน
          - การเทราด ในอดีตเคยได้รับความนิยมในการเคลือบเซรามิกขนาดใหญ่ เช่นโอ่งมังกร 
            วิธีนี้เป็นวิธี ที่ใช้น้ำเคลือบเปลืองมาก
          - การจุ่ม เป็นนิยมมากในการผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ ขนาดเล็กที่สามารถยก จับได้ง่าย
          - การพ่น เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ในการเคลือบเซรามิกส์ 
            ขนาดใหญ่และซับซ้อน