เนื้อหา

     กากกัมมันตรังสี ในประเทศไทยเกิดจากการใช้ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์และรังสีในกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย การผลิตสารกัมมันตรังสีและการใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร และการศึกษาวิจัย ซึ่งกากกัมมันตรังสีไม่สามารถทำลายโดยวิธีการทางเคมีหรือฟิสิกส์ทั่วไปได้ แต่ต้องใช้วิธีการทางนิวเคลียร์ที่มีขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยากและมีต้นทุนสูง จึงทำให้การจัดการกากกัมมันตรังสีในปัจจุบันต้องอาศัยกระบวนการสลายตามธรรมชาติของสารกัมมันตรังสีแทน

       

 

      กากกัมมันตรังสีสามารถแบ่งตามระดับความเข้มข้นของกัมมันตรังสีที่เหลือตกค้างอยู่ภายหลังการใช้งานได้ 3 ประเภท คือ กากกัมมันตรังสีระดับสูง มีทั้งชนิดของแข็งและของเหลวที่ได้จากการกำจัดกากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และกากกัมมันตรังสีอื่นๆ ที่มีปริมาณรังสีตกค้างมาก กากมันนัมตรังสีระดับปานกลาง มีทั้งชนิดของแข็งและของเหลวที่เหลือทิ้งจากการปฏิบัติงานด้านสารกัมมันตรังสี เช่น เศษโลหะ กากตระกอนจากการบำบัดกากกัมมันตรังสีชนิดของเหลว สารแลกเปลี่ยนไอออน รวมถึงต้นกำเนิดรังสี และกากกัมมันตรังสีระดับต่ำ ที่ได้จากการปฏิบัติงานที่เกี่ยวเนื่องหรือสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี เช่น ถุงมือ เสื้อผ้า เข็มฉีดยา

    
ภาพอ้างอิงจาก http://www.tint.or.th/

     การจัดการกากกัมมันตรังสีต้องคำนึงถึงปริมาณกัมมันตรังสี ลักษณะทางกายภาพ และสมบัติทางเคมี โดยมีหลักการที่ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงาน 3 ประการ (2C4D) คือ  การทำให้เข้มข้นแล้วเก็บรวบรวม (Concentrate and Contain)  การทำให้เจือจางแล้วระบายทิ้ง (Dilute and Disperse) การเก็บทอดระยะเวลาและปล่อยให้สารกัมมันตรังสีสลายตัวไปเอง (Delay and Decay) ซึ่งการจัดการมีขั้นตอนดำเนินการโดยทั่วไปคือ การเตรียมบำบัด  การบำบัด การแปรสภาพ  การเก็บรักษา และการทิ้งกากโดยถาวร


วีดิทัศน์ เรื่องการจัดการกากกัมมันตรังสี