เนื้อหา

  
     หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มีแนวคิดนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในทางสันติและสร้างสรรค์ จึงเสนอ “แผนการปรมาณูเพื่อสันติ” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 70 เพื่อการพัฒนาและสันติสุขของมวลมนุษยชาติ โดยจัดให้มีหน่วยงานพลังงานนิวเคลียร์และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency, IAEA) ภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ

     ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2499 รัฐบาลไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้บรรลุความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับการพลังงานปรมาณูในทางสันติกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยได้ลงนามสัตยาบันสารรับรองธรรมนูญของ IAEA เป็นสมาชิกอันดับที่ 58 ลงนามเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2500 และในปี 2501 รัฐบาลไทยได้วางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศโดยสั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยจากสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งก่อสร้างอาคารเครื่องปฏิกรณ์ฯ และจัดตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น

    เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ให้สอดคล้องตามหลักการของ IAEA โดยแยก สทน. ออกมาจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

   

 

    สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มุ่งเน้นงานด้านวิจัย พัฒนา ควบคู่กับการเผยแพร่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านการเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรม การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม งานด้านบริหารจัดการการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และอุปกรณ์นิวเคลียร์ และงานด้านบริการรังสีและนิวเคลียร์ให้แก่หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีศูนย์ให้บริการจำนวน 5 ศูนย์ คือ ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ศูนย์ไอโซโทปรังสี ศูนย์จัดการกากกัมมันตรังสี ศูนย์ฉายรังสี และศูนย์ฉายรังสีอัญมณี


วีดิทัศน์ เรื่องสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ