เนื้อหา

วีดิทัศน์ เรื่อง รากไม้ในป่าชายเลน

     พืชในป่าชายเลนจะต้องมีการปรับตัว โดยจะมีระบบรากที่มีโครงสร้างพิเศษ เนื่องจากรากของพืชในป่าชายเลนจะต้องเจริญเติบโตอยู่ในสภาพน้ำท่วมขัง ดินนิ่ม และปริมาณออกซิเจนน้อย ดังนั้น เพื่อทำให้พืชในป่าชายเลนสามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่จำกัดแบบนี้ได้ พืชจะต้องมีการปรับตัวของระบบราก โดยแบ่งได้ 4 แบบ คือ
     1. รากแบบค้ำยัน (Stilt roots)  คล้ายสะพานโค้ง โดยรากจะงอกจากด้านข้างของลำต้นส่วนล่าง แล้วปักลงไปในพื้นดิน ประโยชน์เพื่อการค้ำยันลำต้นให้ตั้งตรง พบรากลักษณะนี้ในโกงกาง (Rhizophora spp.)

 

  

     2. รากหายใจ (Pneumatophores) คล้ายเข็มหมุด พบในแสม และลำพู

 

          2.1 แบบดินสอ (Pencil roots) เป็นรากหายใจแบบที่ส่วนโคนและส่วนปลายรากที่พ้นน้ำมีขนาดเท่ากัน ต้นแสมทะเล (Avicennia marina) จะมีรากลักษณะนี้

          2.2 แบบโคน (Cone roots) เป็นรากหายใจแบบที่ส่วนโคนรากจะมีขนาดใหญ่กว่าส่วนปลายรากที่อยู่ด้านบนสุดพบรากลักษณะนี้ในต้นตะบูน (Xylocarpus spp.) และต้นลำพูทะเล (Sonneratia alba) จะมีรากหายใจโผล่ขึ้นเหนือน้ำเป็นรูปกรวยคว่ำซึ่งจะมีบริเวณโคนรากจะมีความหนามากกว่าปลายรากที่โผล่พ้นน้ำ

     3. รากหัวเข่า (Knee roots) ที่เรียกชื่อแบบนี้เพราะรากจะมีลักษณะคล้ายหัวเข่า เห็นได้ชัดที่รากของต้นฝาดดอกขาว (Lumnitzera racemosa) ต้นฝาดดอกแดง (Lumnitzera littorea) เป็นการปรับตัวเพื่อช่วยในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนของรากที่จมอยู่ใต้น้ำ โดยพบว่าพืชจะสามารถปรับให้โครงสร้างของรากหัวเข่าสูงกว่าระดับน้ำทะเลได้ เพื่อไม่ให้รากในส่วนนี้จมอยู่ใต้น้ำ

   

     4. รากแบบพูพอน (buttress-like roots) คล้ายแผ่นกระดานตั้ง หรือคล้ายลักษณะของปีกต้นไม้ รากนอกจากจะช่วยพยุงลำต้นแล้วยังทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนอากาศด้วย เพราะออกซิเจนในดินน้อย ทำให้ระบบรากเหล่านี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอากาศด้วยนอกเหนือจากการลำเลียงน้ำ แร่ธาตุและอาหาร เป็นตะแกรงตามธรรมชาติที่ทำการกรองตะกอนต่างๆ ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลโดยตรง รากแบบนี้มีอีกชื่อหนึ่ง เรียกว่า รากแบบงู (Plank roots หรือ snake like roots) ซึ่งบางตำราอาจจะแยกรากชนิดนี้เป็นรากอีกแบบได้เนื่องจากเห็นลักษณะพูพอนที่โคนต้นไม่ชัดเจน แต่รากที่ปรากฏมีการทดตัวยาวคดไปมาคล้ายกันลักษณะงู