เนื้อหา

     น้ำหรือดินในป่าชายเลน จะเป็นกรดหรือเบส - สิ่งที่เรารู้ก็คือป่าชายเลนเป็นป่ารอยต่อระหว่างป่าบกและป่าทะเล มีน้ำทะเลท่วมถึงในระยะเวลาที่แตกต่างกันขึ้นกับพื้นที่ของป่าชายเลนเหล่านั้น นั่นหมายความว่า น้ำในป่าชายเลนต้องมีความเค็มเทียบเท่าหรือน้อยกว่าน้ำทะเล หรือมีความเค็มมากกว่าน้ำจืด ทำให้พืชในบริเวณป่าชายเลนต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ การขึ้นลงของน้ำในป่าชายเลนจะเป็นตัวกำหนดชนิดของพืช สัตว์ที่อาศัยในป่าชายเลน โดยในช่วงเวลาที่น้ำขึ้น พื้นดินในป่าชายเลนจะถูกน้ำทะเลท่วม และในขณะที่น้ำทะเลลงพื้นดินก็จะกลับมาแห้งอีกครั้ง ซึ่งระดับน้ำขึ้นน้ำลงจะมีผลต่อปริมาณออกซิเจน และความเค็มของดิน ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ต้องสามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาวะดังกล่าวได้

วิดีทัศน์เรื่อง น้ำในป่าชายเลน

     ความเค็ม หมายถึงปริมาณเกลือแร่ของสารต่างๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ มีหน่วยวัด คือ น้ำหนักเป็นกรัมของสารดังกล่าวต่อกิโลกรัมของน้ำ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า ส่วนในพันส่วน (ppt หรือ part per thousand)

     การเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำทะเลในป่าชายเลนจะขึ้นกับระดับน้ำขึ้นและน้ำลง ฤดูกาล หรือช่วงเวลาที่น้ำจืดและน้ำทะเลมีการผสมปนเปกัน โดยอาจจะมีค่าความเค็มเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงระหว่าง 0-33 ส่วนในพันส่วน ในขณะที่น้ำเค็มในทะเลหรือมหาสมุทรจะมีความเค็มเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ส่วนในพันส่วน หรือ 35 ppt

     ความเค็ม (Salinity) จะมีผลต่อ pH ของน้ำทะเลหรือไม่ขึ้นกับว่า สารที่ทำให้เกิดความเค็มในบริเวณนั้นเป็นสารชนิดใด ถ้าเป็น NaCl ซึ่งเป็นเกลือที่เป็นกลาง จะไม่มีผลต่อ pH ของน้ำทะเลในบริเวณนั้น แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นสารประกอบที่มี NH4+ เป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วย หรือสารประกอบที่เมื่อละลายน้ำแล้วให้ H+ ก็จะทำให้น้ำทะเลในบริเวณนั้นเป็นกรด ส่วนเกลือที่เมื่อละลายน้ำแล้วเป็นเบสก็จะเป็นสารประกอบเกลือที่มี acetate ion, carbonate ion, phosphate ion เป็นต้น

     การวัดความเป็นกรดเบส หรือการวัด pH เป็นการวัดปริมาณของไฮโดรเจนอิออน (H+) ที่พบละลายอยู่ในน้ำ ถ้าน้ำมีค่า pH ต่ำกว่า 7 แสดงว่า น้ำนั้นมีสภาพเป็นกรด  แต่ถ้าน้ำมีค่า pH สูงกว่า 7 แสดงว่าน้ำนั้นมีสภาพเป็นด่าง ปัจจัยที่มีผลต่อค่า pH ของน้ำก็คือ สิ่งมีชีวิต ปริมาณน้ำฝนหรือน้ำจืด และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ โดยค่า pH ที่มีความแตกต่างกันในรอบวันจะเป็นผลมาจากการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชและแพลงค์ตอนพืชที่อาศัยอยู่อย่างเป็นอิสระในน้ำบริเวณป่าชายเลน และการหายใจของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยทั่วไปแล้ว ในเวลากลางวัน พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วยแสงได้มากกว่า ทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงน้ำจึงมีสภาพเป็นเบสมากกว่า เมื่อเทียบกับน้ำในเวลากลางคืนที่จะมีสภาพเป็นกรดมากกว่า

     pH ที่ค่าเป็นกรดจะมีผลทำให้สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโตช้าลง pH ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและดำรงชีวิตของสัตว์น้ำก็คือ 7-8.5 ส่วนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำกร่อย จะมีความสามารถในการปรับตัวและทนต่อการเปลี่ยนแปลงของ pH ของน้ำได้ดีกว่าสัตว์ทะเลและสัตว์น้ำจืด