เนื้อหา

     ยางพารา ( Para rubber ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hevea brasiliensis  ยางพาราเป็นไม้ต้นในวงศ์ EUPHORBIACEAE วงศ์เดียวกับมันสำปะหลัง ละหุ่ง โกสน เปล้าน้อย โป๊ยเซียนและชวนชม มีท่อน้ำยางในเปลือกไม้ ยางพาราเป็นไม้ต้นผลัดใบ มีน้ำยางสีขาว ใบอ่อนสีออกม่วงแดงเป็นมัน เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนส้ม หรือแดง ใบเรียงเวียน ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 5-7 ใบ รูปรีแกมรูปใบหอก หนาเหมือนแผ่นหนัง ดอกสีขาวปนเหลือง มีกลิ่นหอม ผลแห้งแตกขนาดใหญ่ รูปทรงกลม มี 3 เมล็ด เมื่อแก่เต็มที่ ผนังผลแตกดีดเมล็ดแรง กระเด็นไปไกล

   

     ยางพาราเป็นพันธุ์ไม้ที่มาจากทวีปอเมริกาใต้ ชาวพื้นเมืองเรียกต้นไม้ที่ให้ยางว่า คาอุท์ชุค (Caoutchouc) แปลว่าต้นไม้ร้องไห้ จนถึงปีพศ. 2313 ( ค.ศ. 1770) โจเซฟ พริสลี่ พบว่ายางสามารถลบรอยดำของดินสอได้โดยที่กระดาษไม่เสีย จึงเรียกยางว่า ยางลบหรือตัวลบ (Rubber) สมัยที่มีการปลูกยางกันมากในประเทศแถบอเมริกาใต้นั้น  ค้นพบว่า พันธุ์ยางที่มีคุณภาพดีที่สุด คือยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis และศูนย์กลางของการซื้อขายยางก็อยู่ที่เมืองท่าชื่อ พารา (Para) บนฝั่งแม่น้ำอเมซอน ประเทศบราซิล ด้วยเหตุดังกล่าว ยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยางพารา (para rubber) และเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

      

     มีการพัฒนาเทคนิคต่าง ๆ จนสามารถนำยางไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ผ้ายางกันน้ำ เสื้อกันฝน ลูกบอล รองเท้า ยางรถยนต์ สายไฟ สายเคเบิ้ล เป็นต้น ประมาณปี พ.ศ. 2398 ช่วงเวลานั้นยางเริ่มมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มากขึ้น จึงมีความต้องการใช้ยางเป็นจำนวนมาก ชาวสวนยางในอเมริกาใต้ เช่นโคลัมเบียและปานามาจึงโหมกรีดยางกันอย่างหนัก จนในที่สุด ต้นยางในประเทศเหล่านั้นได้รับความบอบช้ำมากและตายหมดจนไม่มีต้นยางเหลืออยู่ในแถบนั้นอีกเลย ระหว่างนั้นมีความพยายามที่จะนำยางมาปลูกในเอเชียเป็นครั้งแรก มีการทดลองปลูกยางในดินแดนต่างๆ ที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในที่สุดก็พบว่า ในดินแดนแหลมมลายูเป็นที่ที่ยางจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 เป็นต้นมา ยางพาราจึงเป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในแหลมมลายู เพราะมีองค์ประกอบต่างๆที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา ทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ สภาพดินและปริมาณฝน

     การปลูกยางพาราในประเทศไทย มีหลักฐานเด่นชัดว่า เมื่อปี พ.ศ. 2442 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้เหมือนหนึ่ง "บิดาแห่งยาง" เป็นผู้ที่ได้นำต้นยางพารามาปลูกที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรกและได้ส่งคนไปเรียนวิธีปลูกยาง มีการนำพันธุ์ยางไปแจกจ่ายและส่งเสริมให้ราษฎรปลูกทั่วไป ต่อมาราษฎรได้นำเข้ามาปลูกเป็นสวนยางมากขึ้นและได้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางไปในจังหวัดภาคใต้รวม 14 จังหวัด ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศประมาณ 12 ล้านไร่ กระจายกันอยู่ในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศได้เจริญรุดหน้าเรื่อยมาจนทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกยางได้มากที่สุดในโลก

คำถาม
     - สืบค้นข้อมูล มีการนำยางพารามาใช้ประโยชน์อย่างไรบ้างในปัจจุบัน


เอกสารอ้างอิง

http://www.reothai.co.th/para1.htm