เนื้อหา

     ปาล์มน้ำมัน (Oil palm) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elaeis guineensis Jacq. พบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 1977 ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ชาวปอตุเกสได้นำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกในทวีปเอเชียที่ประเทศอินโดนีเซียเมื่อ พ.ศ. 2391 จากนั้นจึงแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเกาะสุมาตรา ในปีพ.ศ. 2448 มีการพบปาล์มน้ำมันพันธุ์ Dura ที่เมืองเดลีและตั้งชื่อว่าพันธุ์ Deli dura และเริ่มปลูกเป็นการค้าอย่างจริงจังบนเกาะสุมาตราตั้งแต่ปี พ.ศ. 2454 เป็นต้นมา
     ประเทศไทยได้นำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกเป็นปาล์มประดับเมื่อปี พ.ศ. 2472 ที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดจันทบุรี และเริ่มปลูกเป็นการค้าเมื่อปีพ.ศ. 2511 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมาก็มีการพัฒนาขยายพื้นที่ปลูกไปอย่างรวดเร็วจนถึงปัจจุบัน
     เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจ จึงมีการวิจัยพัฒนาพันธุ์ปาล์มน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ใช้ปาล์มน้ำมัน 2 ชนิด (species) คือ Elaeis guineensis ซึ่งให้ผลผลิตทะลายสูง น้ำหนักผลและผลผลิตน้ำมันสูง อีกชนิดหนึ่งคือ Elaeis Oleifera จากอเมริกาใต้ซึ่งมีลักษณะต้นเตี้ย ต้านทานโรคตาเน่า ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวและไอโอดีนสูง แต่ผลผลิตต่อทะลายและปริมาณน้ำมันต่ำ โดยใช้การผสมข้ามระหว่างปาล์มน้ำมันทั้ง 2 ชนิดนี้ เพื่อให้ได้ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่รวมลักษณะที่ดีของปาล์มทั้งสองชนิดไว้

   

คำถาม
- นักเรียนเข้าใจว่าเชื้อแม่พันธุ์หรือต้นแม่ และเชื้อพันธุ์พ่อ คืออะไร

     ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี  ได้ดำเนินการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยใช้ Deli Dura เป็นเชื้อพันธุ์แม่ผสมกับเชื้อพันธุ์พ่อแต่ละชนิด พัฒนาลูกผสมที่ได้จนได้เป็นพันธุ์ปาล์มลูกผสมที่ให้ผลผลิตทะลายสดสูง 2.9 – 3.6 ตันต่อไร่ต่อปี และมีเปอร์เซนต์ของน้ำมันดิบสูง 23 – 27% ให้ชื่อว่าลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 จนถึงลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 ในการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันเมื่อนำเกสรเพศผู้จากเชื้อพันธุ์พ่อมาผสมกับเกสรเพศเมียของเชื้อพันธุ์แม่แล้ว ลูกผสมที่ได้จะมีลักษณะของผลเป็น 3 ลักษณะดังนี้
     1. ลักษณะดูรา (Dura) มีกะลาหนา 2 – 8 มิลลิเมตร ชั้นเปลือกนอกบางมีน้ำหนัก 35 – 60 % ของน้ำหนักผล  รอบกะลาไม่มีวงเส้นประสีดำ ผลที่มีลักษณะดูราเป็นดังรูป

   

     2. ลักษณะพิสิเฟอรา (Pisifera)  ผลไม่มีกะลาหรือกะลาบางมาก ผลแบบนี้เป็นลักษณะด้อย ช่อดอกเพศเมียมักเป็นหมันทำให้ผลฝ่อลีบทะลายเล็ก ผลผลิตต่ำมาก ไม่ใช้ปลูกเป็นการค้า ลักษณะผลเป็นดังรูป

   

     3. ลักษณะเทอเนรา (Tenera) มีกะลาบาง 0.5 – 4 มิลลิเมตร มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกมากน้ำหนัก 60 – 90 % ของน้ำหนักผล ดังรูป

     ลักษณะเทอเนราเกิดจากการผสมข้ามระหว่างลักษณะดูรากับพิสิเฟอรา โดยใช้เกสรเพศผู้จากต้นที่ให้ผลแบบพิสิเฟอราผสมกับเกสรเพศเมียของต้นที่ให้ผลแบบดูรา ผลที่ได้จากการผสมจะเป็นลูกผสมลักษณะเทอเนราที่ให้ผลผลิตสูง กะลาบาง เนื้อปาล์มมาก ปริมาณน้ำมันสูงตามต้องการ ผลปาล์มที่ได้จะนำไปเพาะเป็นต้นกล้าและกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรต่อไป ต้นกล้าที่ได้นี้เป็นลูกผสมชั่วที่ 1 ดังนั้นผลของปาล์มน้ำมันที่ได้จากต้นกล้านี้จึงไม่สามารถนำไปทำพันธุ์เพื่อปลูกต่อได้ เพราะอาจเกิดการกลายพันธุ์จนให้ผลผลิตลดลงได้ 

วิดีทัศน์ เรื่อง การคัดเลือกและพัฒนาปาล์มน้ำมัน

เอกสารอ้างอิง
http://travel.mongabay.com/malaysia/images/borneo_4682.html   
http://dopr.gov.in/digital%20library/nursery.htm