เนื้อหา


 
     ถ่านหินยุคคาร์บอนิเฟอรัส(Carboniferous Peroid)เป็นถ่านหินประเภทแอนทราไซต์ พบและมีการดำเนินการทำเหมือง 2 บริเวณ คือ บริเวณอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย และบริเวณอำเภอนากลางจังหวัดอุดรธานี  ปริมาณสำรองของแหล่งถ่านหินยุคนี้ไม่มีรายงานการประเมิน แต่แอนทราไซต์ที่ดำเนินการทำเหมืองไปแล้ว รวมกันประมาณ 1.6 แสนตัน (ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี 2544)
 
     ถ่านหินที่พบในประเทศไทยส่วนมากเป็นถ่านหินที่เกิดในช่วงอายุของยุคเทอร์เชียรี(Tertiary Peroid) (ตามการแบ่งเวลาทางธรณีวิทยาแบบเก่า) หรือในช่วงยุคนีโอจีน(Neogene Peroid) (23 – 2.5 ล้านปีที่ผ่านมา ตามการแบ่งเวลาทางธรณีในปัจจุบัน)  ถ่านหินที่พบส่วนมาก มีชั้นคุณภาพเป็น ลิกไนต์-ซับบิทูมินัส ที่เกิดร่วมสลับเป็นชั้นกับหินตะกอนกึ่งแข็งตัว(semi-consolidated sedimentary rock)ประเภท หินดินดาน(shale) หินโคลน(mudstone) หินทรายแป้ง(siltstone) หินทราย(sandstone) และหินกรวดมน(conglomerate)
 
     ถ่านหินยุคเทอร์เชียรี พบแทบทุกภูมิภาคของประเทศ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ภาคเหนือ พบที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และแพร่ ภาคกลางพบที่ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และภาคใต้พบที่จังหวัดกระบี่ และสงขลา เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมในตารางแหล่งถ่านหินของประเทศไทย)   แหล่งถ่านหินแม่เมาะ เป็นแหล่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และในปัจจุบันมีการทำเหมืองโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พบปริมาณถ่านหินที่พิสูจน์แล้ว มากกว่า 1,000 ล้านตัน   ในขณะที่แหล่งถ่านหินที่พบบริเวณ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ส่วนมากเป็นลิกไนต์ เป็นแหล่งถ่านหินที่ยังไม่มีการดำเนินการทำเหมือง แต่ได้มีการสำรวจพบว่า ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว ไม่น้อยกว่า 350 ล้านตัน ซึ่งจัดเป็นแหล่งถ่านหินลิกไนต์ ที่มีปริมาณสำรองเป็นอันดับสองรองจากแหล่งถ่านหินแม่เมาะ
 
เอกสารอ้างอิง
กรมทรัพยากรธรณี 2544 ธรณีวิทยาประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542, กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม, 556 หน้า.