เนื้อหา

ภายหลังการทำฝนหลวงแต่ละครั้งนั้นจะมีการดำเนินการดังนี้
     1) รายงานฝนตกในพื้นที่ตำบลต่างๆ ของแต่ละอำเภอและจังหวัดโดยข่ายวิทยุตำรวจซึ่งรายงาน
         ว่ามีฝนตกเวลาใด นานเท่าใด เป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลางหรือหนัก

     2) รายงานปริมาณน้ำฝนจากเครื่องวัดฝนเท่าที่จะรวบรวมได้ในวันนั้น
     3) ติดตาม  ตรวจวัด และบันทึกภาพด้วยเรดาร์ตรวจฝนแบบเคลื่อนที่ได้ ของสำนักงานปฏิบัติ
         การฝนหลวง หรือสถานีตรวจเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดที่เป็นฐาน ปฏิบัติการ 
         ซึ่งจะทราบพื้นที่ๆ  ฝนตกอย่างชัดเจน และระดับความเข้มของฝนที่แปลงค่าเป็นปริมาณฝน
         ที่ได้ผลของการประเมินประจำวันมีความสำคัญต่อการกำหนดเป้าหมายหวังผลในการวางแผน
         ปฏิบัติการในวันรุ่งขึ้น

     4) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติการประจำวันเสนอศูนย์อำนวยการฝนหลวงพิเศษ พระตำหนัก
         จิตรลดารโหฐาน  พระราชวังดุสิต  สำนักงานปลัดกระทรวง  และสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง 
         กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านโทรพิมพ์ข่ายกระทรวงมหาดไทยหรือการสื่อสาร
         แห่งประเทศไทยหรือข่ายวิทยุตำรวจ หรือข่ายวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     ส่วนของการพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวงนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้มีการศึกษาและทรงค้นคว้าเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อนำมาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำฝนหลวง และมีพระราชดำริเพิ่มเติมในการปรับปรุงหลายประการจนสามารถปฏิบัติการฝนหลวงได้ดี และทรงให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทรงติดตามการปฏิบัติงานทดลองอย่างใกล้ชิดทุกระยะ และทรงแนะนำฝึกฝนนักวิชาการให้สามารถวางแผนปฏิบัติการอย่างเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่น บางครั้งพระองค์ก็ทรงทดลองและควบคุมบัญชาการทำฝนหลวงด้วยพระองค์เอง ตัวอย่างเช่น

   

     การทำฝนหลวงในปัจจุบันใช้วิธีการโปรยสารเคมีจากเครื่องบินเพื่อเร่งหรือเสริมการก่อตัวและการเจริญเติบโตของเมฆ  และโจมตีกลุ่มเมฆฝนให้เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่ต้องการนั้น บางครั้งก็ประสบปัญหาที่ไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนกรรมวิธีให้ครบถ้วนสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงกรุณาพระราชทานแนวทางคิดในการวิจัยพัฒนาฝนหลวงเพื่อเกษตรกรหลายประการ คือ
     ประการแรก สร้างจรวดฝนเทียมบรรจุสรรเคมีจากพื้นดินเข้าสู่เมฆหรือยิงจากเครื่องบิน ซึ่งได้มีการทดลองแล้วมีความก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลำดับขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นทำการผลิตจรวดเชิงอุตสาหกรรม
     ประการที่สอง คือ การใช้เครื่องพ่นสารเคมีอัดแรงกำลังสู่จากยอดเขาสู่ฐานของก้อนเมฆโดยตรง  เพื่อช่วยให้เมฆที่ตามปกติมักลอยปกคลุมอยู่เหนือยอดเขาสามารถรวมตัวหนาแน่น จนเกิดฝนตกลงสู่บริเวณภูเขาหรือพื้นที่ใต้ลมของภูเขา หากผลการทดลองลุล่วงเรียบร้อยเมื่อใดก็คงได้นำไปใช้กันอย่างทั่วถึง
     ประการสุดท้าย คือ  การทำฝนในเมฆเย็นจัด (Super Cooled Cloud) โดยใช้สารที่ทำให้เกิดฝนในกลุ่มเมฆเย็นจัด (ที่อยู่สูงเกินกว่า 18,000 ฟุต) ให้สารนี้เป็นตัวเกิดหรือเร่งเร้ากระตุ้นกลไกของการเกิดผลึกน้ำแข็งในก้อน หรือกลุ่มเมฆนั้น การวิจัยนี้อยู่ภายใต้โครงการวิจัยทรัพยากรบรรยากาศประยุกต์ซึ่งเป็นโครงการ ร่วมมือของรัฐบาลไทยและอเมริกาตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา


วิดีทัศน์ เรื่อง การพัฒนาและติดตามผล