เนื้อหา

วีดิทัศน์ เรื่อง การขุดหาทองในอดีตบริเวณแหล่งทองเข้าสามสิบ

     จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์ในอดีต ประมาณ 6,000 ปีที่ผ่านมา (บางข้อมูลให้ข้อมูลว่ามนุษย์รู้จักการนำทองมาใช้ประโยชน์ถึง 8,000 ปีที่ผ่านมา)  มนุษย์ในอดีตมีความรู้สามารถนำทองมาใช้ประโยชน์  ดังสรุปประวัติการใช้ทองของมนุษย์ดังนี้

ประมาณ 6,000 ปีที่ผ่านมา 
“การหลอมทองครั้งแรก”

เกิดวัฒนธรรมบริเวณด้านตะวันออกของทวีปยุโรป เริ่มด้วยการนำทองไปเป็นเครื่องประดับ  เชื่อว่าแหล่งวัฒนธรรมดังกล่าวนำทองมากจาก ทรานซิลวาเนียน แอลป์ หรือบริเวณเทือกเขา แพนจาเนียน ในเธรซ (Thrace เป็นชื่อพื้นที่ในอดีต ปัจจุบันคือพื้นที่ทางตอนใต้ของบัลแกเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรีซ และตุรกี)

ประมาณ 5,600 ปีที่ผ่านมา ช่างหลอมอียิปต์ นำสินแร่มาหลอม เพื่อแยกทองออกมา เขาใช้ท่อเป่าลม เพื่อหลอมเศษสินแร่ทองที่ใส่ไว้ในเตาทนไฟ

ประมาณ 5,000 ปีที่ผ่านมา
“เครื่องประดับทองช่วงแรก”

บริเวณตอนใต้ของประเทศอิรัก มีการใช้ทองในการเครื่องประดับหลากชนิด หลากหลายรูปแบบ  และรูปแบบดังกล่าวยังคงมีใช้อยู่ในปัจจุบัน

“Ram in a Thicket”  แปลได้ว่า แพะในพุ่มไม้ อายุประมาณ 4,600 – 4,400 ปีที่ผ่านมา  รูปแพะดังกล่าวขุดได้ในหลุมฝังศพกษัตริย์โบราณ ตอนใต้ประเทศอิรัก เรียกหลุมศพดังกล่าวว่า “Great Death Pit” รูปแพะในพุ่มไม้ มี 1 คู่  แต่แยกกันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐฯ ส่วนหัว และขา ของแพะ และต้นไม้ปิดด้วยทองคำแผ่น

ประมาณ 4,500 ปีที่ผ่านมา

เครื่องประดับทอง ฝังในหลุมศพ กษัตริย์ Djer บริเวณ Abydos กษัตริย์องค์แรกของราชวงค์อียิปต์

ประมาณ 3,500 ปีที่ผ่านมา
เชคเคิล ในอดีตเป็นหน่วยเงินที่แปรเปลี่ยน ขึ้นกับช่วงเวลา ผู้ปกครองในอดีต และพื้นที่  ปัจจุบัน เชคเคิล (ILS) เป็นหน่วยเงินของประเทศอิสราเอล

ในสมัยนั้นมีการค้นพบทองในพื้นที่หลายพื้นที่ของ นูเบีย การค้นพบดังกล่าวทำให้อาณาจักรอียิปต์ ร่ำรวย  ทองกลายเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ
เชคเคิล (The Shekel) หน่วยโบราณของสกุลเงิน และน้ำหนัก เป็นเหรียญอัลลอยด์  ในหน่วยเดิมจะมีทอง หนัก 11.3 กรัมต่อ 1 ชีเคล  เหรียญชีเคล เป็นโลหะผสม เรียกว่า อิเล็คตรัม (electrum) ที่ประกอบด้วย ทอง 2 ใน 3 ส่วนโดยน้ำหนัก และเงิน 1 ใน 3 ส่วนโดยน้ำหนัก

ช่วงเวลา 3,513 – 3,213 ปีที่ผ่านมา
“เทคนิกการทำเครื่องประดับ มีการพัฒนา”

ช่างชาวอียิปต์ นำทองมาตีให้เป็นแผ่น เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการใช้ประโยชน์ นำโลหะอื่นๆ มาหลอมกับทอง (โลหะผสม) เพื่อเพิ่มความแข็ง และสี  นอกจากนี้ ช่างฝีมือได้พัฒนาการหล่อทองจากการละลายและแทนที่ขี้ผึ้ง  สำหรับการพัฒนาความหลากหลายของเครื่องประดับ  ปัจจุบันวิธีการหลอมทองดังกล่าวยังเป็นที่นิยม ในวงการเครื่องประดับ

ประมาณ 3,236 ปีที่ผ่านมา
“หน้ากากทองคำ ที่ใช้กับ ฟาโรห์ ตูตันคาเมน”

ช่างชาวอียิปต์โบราณ สามารถนำทอง มาสร้างเป็นหน้ากากปิดหน้าศพ ฟาโรห์ ตูตันคาเมน

ประมาณ 3,100 ปีที่ผ่านมา

ในประเทศจีน มีการใช้ทองทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายกับตัวแทนในการแลกเปลี่ยน

เรื่องในตำนาน เมื่อประมาณ 2,963 ปีที่ผ่านมา
“โซโลมอน สร้างวิหารทองคำ”

เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อว่า ราชินีแห่งชีบา จากเยเมน มอบทอง 2,500 กิโลกรัม ให้กับกษัตริย์โซโลมอน แห่งอิสราเอล ทำให้กษัตริย์โซโลมอน มีทองในพระคลัง 5,700 กิโลกรัม  กษัตริย์โซโลมอน ใช้ทองคำของเขาสร้างพระวิหารทอง (พระวิหารทองคำโซโลมอน เป็นชื่อพระวิหาร ที่มีการกล่าวในคัมภีร์ฮีบรู เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับการยืนยันจากนักโบราณคดี)

2613 ปีที่ผ่านมา
“มีการใช้ทองในทางทันตกรรม เป็นครั้งแรก” 

พบหลักฐานการใช้ทองในทางทันตกรรม จากอารยธรรมอีทรัสคัน (Etruscan, อิตาลีโบราณ) โดยการเพิ่มความแข็งแรงให้ฟันที่มีชื่อเรียกว่า  “การครอบฟัน แบบอีทรัสคัน, Etruscan dentral crowns หรือ bridges”  เนื่องจากโลหะผสมทอง มีสมบัติที่ร่างกายไม่ต่อต้าน มีความคงทน ซึ่งยังคงมีการใช้โลหะผสมทองอยู่ในวงการทันตแพทย์ปัจจุบัน 

ประมาณ 2,570 ปีที่ผ่านมา
“เกิดตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ครั้งแรก”

มีการสร้างเหรียญทองขึ้นเป็นครั้งแรก ทองได้จากเหมืองไลเดีย (Lydia) ประเทศเอเซียไมเนอร์ (ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในประเทศตุรกี
พ่อค้าชาวไลเดียสร้างเหรียญทอง จากส่วนผสม ทอง 63 % และเงิน 27 % เรียกส่วนผสมดังกล่าวว่า “อิเล็คตรัม” สำหรับใช้เป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยนสินค้า  เนื่องจากมีการสร้างมาตรฐานเกิดขึ้น เหรียญทองของชาวไลเดียจึงได้รับความนิยมในการใช้เป็นสื่อสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือใช้เป็น “เงินตรา” นั่นเอง

ประมาณ 2357 ปีที่ผ่านมา หรือ
ประมาณ พ.ศ. 200

จักรพรรดิ์ อเล็คซานเดอร์ มหาราช (กษัตริย์กรีก และลูกศิษย์อริสโตเติล) รุกรานดินแดนเอเซียไมเนอร์ ภายใต้การปกครองของอณาจักรเปอร์เชีย หลายครั้ง และท้ายสุดก็สามารถครอบครองอณาจักรเปอร์เชียได้สำเร็จ และยึดทองจำนวนมหาศาล (3,000 talents) จากอณาจักรเปอร์เชีย
Talent คือหน่วยน้ำหนักของกรีกโบราณ 1 talent  เท่ากับ 26 กิโลกรัม

พ.ศ. 234

มีการสังคยานาพระพุทธศสนาครั้งที่ 3 ในประเทศอินเดีย โดยพระโมคคลีบุตรติสสเถระ  มีการส่งคณะฑูตไปยัง  “สุวรรณภูมิ”  หมายถึงพื้นที่ที่รวมประเทศไทยเข้าไปด้วย

ประมาณ ปี 2313 ที่ผ่านมา หรือประมาณ พ.ศ. 240

ชาวกรีก และชาวยิว ได้ทดลองพยายามเปลี่ยนโลหะธรรมดาให้เป็นทอง

พ.ศ. 325 – 341 

ระหว่างสงครามพูนิก (Punic war) ครั้งที่ 2  โรมันได้ครอบครองพื้นที่ทำเหมืองของสเปน และได้ทำเหมืองทองจากตะกอนกรวด และจากหินแข็ง

พ.ศ. 485

หลังจากจูเลียส ซีซาร์ ชนะสงครามกับกอล (Gaul)  เขาได้ทองเพียงพอที่จะให้ทหารของเขาคนละ 200 เหรียญ และจ่ายหนี้ต่างๆ ของกรุงโรม (พื้นที่ กอล ในปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส)

พ.ศ. 493

กรุงโรม ใช้เหรียญทองเรียกว่า ออริอัส (Aureus)

พ.ศ. 843 

ชาวโรมัน ใช้ทองเพื่อเปลี่ยนสีให้กับถ้วยไลเคอร์ จากการหลอมผงทองในแก้ว และกระจายทองขนาดเล็กให้ทั่ว (นาโนเทคโนโลยี)  เมื่อแก้วกระทบแสงจะทำให้เกิดการเรืองแสงสีแดง

พ.ศ. 1019

อณาจักรโรมันล่มสลาย โดยพวกโกธ (Goths)  จักรพรรดิ์โรมันองค์สุดท้าย โรมิวรัส ออกัสตุส (Romulas Augustus)

พ.ศ. 1143 - 1242

อณาจักรไบเซนไทน์ (คอนเตนติโนเปิล คือเมืองหลวง ตั้งอยู่บริเวณทะเลดำ ต่อเนื่องถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)  ได้ครอบครอง และทำเหมืองทอง ในยุโรปตอนกลาง และฝรั่งเศส  พื้นที่ดังกล่าวไม่มีการครอบครองตั้งแต่อณาจักรโรมันล่มสลาย

พ.ศ. 1285 - 1357

ชาร์เลอมาญ กษัตริย์แห่งอณาจักรแฟรงค์ (หรือฝรั่งเศสโบราณ) บุกรุก และปล้นชาวเอวาร์ส (Avars) ได้ทองเป็นปริมาณมาก ทำให้เขาสามารถครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันตก

พ.ศ. 1609

ชาวนอร์แมน (ชนเผ่าที่อยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส) ได้ปกครองประเทศอังกฤษ ได้แบ่งหน่วยเงินอังกฤษ หรือเงินปอนด์ ดังนี้
1 ปอนด์ = 20 ชิลลิ่ง และ 1 ชิลลิ่ง = 12 เพนนี
ปัจจุบันอังกฤษได้ ปรับหน่วยเงินใหม่ เป็นดังนี้
1 ปอนด์ = 100 เพนนี และยกเลิกหน่วยเงิน ชิลลิ่ง

พ.ศ. 1792 – 1891
“หลวงพ่อวัดไตรมิตร พระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

พระสุโขทัยไตรมิตร หรือพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร เชื่อว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญที่สร้างในสมัยกรุงสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยทองคำทั้งองค์ หนัก 5.5 ตัน
ประวัติการประดิษฐสถานในที่ต่างๆ ในอดีตไม่ทราบแน่ชัด เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกพอกปูนและลงรักไว้ทั้งองค์ ตั้งอยู่ในวัดพระยาไกร (หรือวัดโชตนาราม) ซึ่งเป็นวัดร้าง และมีการโยกย้ายไปประดิษฐสถานที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร  ในขณะนั้น (พ.ศ. 2477) เนื่องจากพระสุโขทัยไตรมิตร ดูเป็นพระปูนปั้น ทางวัดไตรมิตรได้ปลูกเพิงมุงสังกะสีกันฝน สำหรับพระสุโขทัยไตรมิตร ตั้งไว้ถึง 20 ปี  ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ทางวัดได้เคลื่อนย้ายพระไตรมิตรไปประดิษฐสถานยังวิหารใหม่ (พระวิหารองค์ปัจจุบัน) แต่เนื่องจากองค์พระมีน้ำหนักมากทำให้เครื่องสายกว้านขาด พระตกกระแทกพื้น จนปูนที่ฉาบไว้ที่ด้านนอกแตกออก เผยให้เห็นเนื้อพระทองคำด้านใน  จึงมีการลอกปูนออกทั้งองค์พระ และได้ประดิษฐสถานไว้ยังวัดไตรมิตร จนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 1827

ในเมืองเวนิส มีการนำเหรียญทองดูแคต (the Ducat Gold) มาใช้ เหรียญทองดังกล่าวเป็นที่นิยมในการแลกเปลี่ยนสินค้าทั่วยุโรป

พ.ศ. 1843
“เครื่องหมายรับรองคุณภาพทอง เกิดขึ้นครั้งแรก” 

ระบบรับรองคุณภาพทองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยการตอกตัวอักษร และหมายเลขบนทอง  ระบบดังกล่าวเริ่งที่ Goldsmith’s Hall ในกรุงลอนดอน ซึ่งสำนักงานประเมินคุณภาพลอนดอน ยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ในรูปบริษัท

พ.ศ. 1913 – 1963
“ช่วงเวลาที่ขาดทองแท่งครั้งใหญ่”

แหล่งทองหลักในประเทศยุโรป มีปริมาณทองลดลงมาก  การทำเหมือง และผลผลิตทองลดลงอย่างมาก  ช่วงเวลาดังกล่าวเรียกว่า “ช่วงเวลาที่ขาดทองแท่งครั้งใหญ่”

พ.ศ. 1965
“โรงกระษาปณ์  เมืองเวนิส ทำสถิติ” 

เหรียญทองดูแคต ของโรงกระษาปณ์ เมืองเวนิส จำหน่ายได้ 1.2 ล้านเหรียญทองดูแคต ใช้ทอง 4.26 ตัน  ทองที่ใช้มาจากทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย

พ.ศ. 2043
“พระศรีสรรเพชญดาญาณ”

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  พระมหากษัตริย์องค์ที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้หล่อพระศรีสรรเพชญดาญาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืน สูง 16 เมตร พระพักตร์ กว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร พระอุระกว้าง 5.5 เมตร แกนในเป็นทองสำริด หนัก 3,480 กิโลกรัม และหุ้มด้วยทองคำ หนัก 171 กิโลกรัม

ในการเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พม่าได้ลอกทองคำไปหมด

พ.ศ. 2054
“เฟอร์ดินันท์ สั่งให้บุก”

กษัตริย์ เฟอดินันท์ ของประเทศสเปน ประกาศแก่ผู้สำรวจของเขา ในการเดินทางไปทวีปอเมริกาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนว่า “ให้เอาทองมา ทำอย่างมนุษย์ถ้าสามารถทำได้ แต่ด้วยอันตรายใดๆก็ตาม จงเอาทองมา”  หลังจากนั้นภายในเวลา 1 ปี อารยธรรมของชาวอินคา (ชนพื้นเมืองที่เคยอยู่ในประเทศเปรู) และชาวแอซเท็ก (ชนพื้นเมืองที่เคยอยู่ในประเทศแมกซิโก) ถูกทำลายโดยคณะสำรวจชาวสเปน หรือสเปนผู้บุกรุก

พ.ศ. 2243
“พบทองในบราซิล”

มีการค้นพบทองในประเทศบราซิล  ในปี พ.ศ. 2263 มีการนำทองจากบราซิลในปริมาณมากที่สุดในโลก หรือ 2 ใน 3 ของปริมาณทองที่ซื้อขายในตลาดในปีนั้น

พ.ศ. 2260
“การเริ่มตั้งมาตรฐานทองคำของอังกฤษ”

อังกฤษ ใช้มาตรฐานทองคำอย่างเป็นทางการ โดยอ้างอิงค่าเงินกับทองคำ เป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ (กำหนดราคาที่โรงกะษาปณ์ ว่า ทอง 1 ออนซ์ มีค่าเท่ากับ 77 ชิลลิง 10.5 เพนนี)

พ.ศ. 2306
“ครั้งแรกของ การชุบโลหะด้วยทองโดยใช้กระแสไฟฟ้า” 

ศาสตราจารย์ ลูจี บรัคนาติลี จากมหาวิทยาลัยพาเวีย ประสพความสำเร็จในการชุบโลหะด้วยทองโดยใช้กระแสไฟฟ้า  การชุบโลหะทองเป็นการเพิ่มความสามารถในการเป็นตัวนำไฟฟ้าของโลหะ ผลการทดลองของเขาเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีจนมาถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2381
“การตื่นทองในรัฐแคลิฟอร์เนีย”

จอห์น มาร์แชล พบเกล็ดทองในขณะที่กำลังสร้างสระว่ายน้ำใกล้กับซาคราเมนโต แคลิฟอร์เนีย  หลังจากข่าวแพร่ออกไปทำให้เกิดการตื่นทองครั้งใหญ่สุด นักแสวงโชค 40,000 คน ซึ่งมาจากทั่วโลก มุ่งหน้ามายังแคลิฟอร์เนีย

พ.ศ. 2428
“เริ่มการตื่นทองในแอฟริกาใต้”

หลังจากมีการพบสินแร่ทอง ใกล้กับเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้  ประเทศแอฟริกาใต้ กลายเป็นแหล่งทองคำ คิดเป็น 40 % ของทองที่มีในโลก

พ.ศ. 2413 – 2433
“มาตรฐานทองคำได้รับการยอมรับ”

ประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก นอกจากประเทศจีน ปรับค่าเงินของตนกับมาตรฐานทองคำ  ทำให้ระบบที่เคยอ้างค่าเงินกับโลหะสองชนิด (ทองและเงิน, bimetallism) มีการยกเลิกไป

ใน พ.ศ. 2433 ประเทศสหรัฐอเมริกา ยอมรับมาตรฐานทองคำอย่างเป็นทางการ และให้คำรับรองว่า ประเทศสหรัฐจะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทองคำในอัตรที่คงที่ โดยให้สัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานทองคำ

พ.ศ. 2457 – 2462
“ทองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1”

มีการพักการใช้มาตรฐานทองคำ ในหลายประเทศ ขณะเกิดสงคราม โดยเฉพาะ ประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2468

ประเทศอังกฤษ ได้นำมาตรฐานทองคำกลับมาใช้อีกครั้ง ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน และสามารถถ่ายถอนได้ สำหรับทองคำแท่ง 400 ออนซ์ แต่ไม่มีการแลกเปลี่ยนสำหรับเหรียญทองคำ

พ.ศ. 2476

ในปี พ.ศ. 2472 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่ผลผลิตทางการเกษตรดี ประชาชนไม่มีเงินซื้อ หุ้นของสหรัฐตกต่ำ เกิดความตื่นตระหนก และมีการกักตุนทองแทนเงินดอลดาร์ ที่เชื่อถือไม่ได้ 

เพื่อระงับ ไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกในระบบธนาคาร ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2476 ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโนโรสเวล (Franklin D. Roosevelt) ประกาศการพักชำระหนี้ เรียกคืนเหรียญทองทั้งหมด ให้ธนาคาร และบุคคล คืนทองใน อัตราการแลกเปลี่ยนทองคำ 20.67 เหรียญต่อออนซ์ และห้ามไม่ให้ประชาชน และเอกชน ถือครอง เหรียญทองคำ ทองคำแท่ง และเอกสารในการรับรองกรรมสิทธิ์ทองคำ

ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2447 – 2514  สหรัฐเพิ่มอัตรแลกเปลี่ยน เป็น 35 เหรียญ ต่อทอง 1 ออนซ์

ในปี พ.ศ. 2517 สหรัฐอเมริกาประกาศให้คนเป็นเจ้าของทองได้

พ.ศ. 2482 - 2488

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลาดทองคำลอนดอน หยุดการซื้อขาย ในช่วงนี้อัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเทียบกับดอลลาร์ สหรัฐ และนำดอลลาร์สหรัฐ แลกเป็นทอง

พ.ศ. 2487
“การประชุมเบรดตันวูดส์”

การประชุมเบรดตันวูดส์ เป็นการประชุมนานาชาตฺเพื่อตกลงระบบการเงินของโลกหลังจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ กำหนดคงที่ ในอัตรา 35 ดอลลาร์ ต่อ 1 ออนซ์ของทอง (เกิดมาตรฐานอัตราแลกเปลี่ยนทองคำ)  นอกจากนี้ผลการประชุมครั้งนี้ ทำให้เกิด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank หรือธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา)

พ.ศ. 2504
“ทองนำไปใช้ในไมโครซิพ”

ที่ห้องปฎิบัติการของบริษัทเบล  ของสหรัฐได้นำทองทำเป็นลวดเชื่อม ในไมโครซิพ  ในปัจจุบันมีการนำความรู้ดังกล่าวไปผลิตเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ มากมาย

พ.ศ. 2504
“ทองในอวกาศ”

การส่งจรวดไปยังอวกาศ มีการใช้ทองเพื่อป้องกันอุปกรณ์จากการแผ่รังสี ในปี พ.ศ. 2523 มีการใช้ทอง 41 กิโลกรัม ในการสร้างกระสวยอวกาศ โดยการทำเป็นโลหะผสม ในเซลเชื้อเพลิง และตัวเชื่อมวงจรต่างๆ

พ.ศ. 2510
“เหรีญทองครูเจอร์แรนด์”

ประเทศแอฟริกา ผลิตเหรียญทองครูเจอร์แรนด์ (Krugerrand) สำหรับคนทั่วไป  เหรียญทองที่โดดเด่นนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน

พ.ศ. 2514
“การยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ของทอง”

ประธานาธิบดี นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับอัตราการแลกเปลี่ยนดอลลาร์ กับทองที่คงที่  หลังจากนั้นอัตราการแลกเปลี่ยนทองเข้าสู่ระบบลอยตัว

พ.ศ. 2526
“สมาคมค้าทองคำ ในประเทศ กำหนดมาตรฐาน ทอง 96.5 %”

การรวมกลุ่มของสมาคมค้าทอง โดยเริ่มต้นจากร้านค้าทองบริเวณเยาวราช ได้กำหนดมาตรฐานเปอร์เซนต์ทองคำ 96.5 % ทั้งประเทศ (ส่วนผสมที่เหลือเป็นโลหะเงิน และทองแดง)  และรับประกันราคารับซื้อทองรูปพรรณ

พ.ศ. 2528
“ใช้ทองในการบำบัดโรคไขข้อ”

 

ษริษัทผลิตยา SmithKline & French พัฒนายา ออรานโนฟิน (Auranofin) ซึ่งเป็นยาที่มีส่วนผสมของทอง ในการบำบัดโรคไขข้อรูมาตอยด์  ยาดังกล่าวได้รับการอนุมัติให้ใช้ และซื้อขายได้ครั้งแรก

พ.ศ. 2542
“ข้อตกลงของธนาคารทองกลาง”

ข้อตกลงของธนาคารกลางของกลุ่มประเทศยุโรป ตกลงว่าทองยังเป็นสินทรัพย์สำรองที่สำคัญ และกำหนดเพดานว่าจะขายทองออกสู่ตลาด ไม่เกิน 400 ตันต่อปี ในระยะเวลาต่อไปอีก 5 ปี

พ.ศ. 2544
“ใช้ทองในการผ่าตัดหัวใจ” 

บริษัทบอสตัน ไซเอ็นติฟิก (Boston Scientific) ประสพความสำเร็จในการผลิต ขดลวดผสมทอง ไนโรยัล (Niroya) ที่ใช้ในการผ่าตัดหัวใจ  การใส่ขดลวดดังกล่าวเข้าไปในหลอดเลือดแดงใหญ่ และเส้นเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเข้าสู่หัวใจดีมากขึ้น

พ.ศ. 2545
“หลวงตามหาบัว นำทองคำ 13 ตัน มอบให้คลังหลวง”

ในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ของประเทศ หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน ได้ตั้งโครงการช่วยชาติ สามารถเรี่ยไรทอง และเงินเหรียญสหรัฐ ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นทองคำ 13 ตัน และเป็นธนบัตร 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

พ.ศ. 2546
“ทอง K ในประเทศจีน”

สมาพันธ์ทองโลกเปิดตลาดทองแบบใหม่ โดยการนำ ทอง 18 กะรัต (18 K) ในการทำเป็นเครื่องประดับในจีน  เครื่องประดับจะมีสีขาว และสีเหลืองทอง โดยการออกแบบของช่างออกแบบอิตาลี

พ.ศ. 2547
“เกิดกองทุนทองคำ SPDR ที่ซื้อขายทองคำ”

กองทุน SPDR เป็นกองทุนซื้อขายทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค สิงคโปร์ แมกซิโก ญี่ปุ่น และฮ่องกง  กองทุนดังกล่าวสามารถมีทรัพย์สินได้มากกว่า 55 พันล้านเหรียญ ในการบริหารในเวลา 6 ปี

พ.ศ. 2552
“ธนาคารกลาง กลับมาซื้อทอง”

ธนาคารกลาง ได้ซื้อทอง เป็นครั้งแรกในช่วง 20  กว่าปีที่ผ่านมา  และการขายทองจากธนาคารยุโรป อย่างช้าๆ และการซื้อทองจากตลาดต่างๆ ในประเทศอื่นๆ

พ.ศ. 2553
“ราคาทองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ค่าเงินสกุลต่างๆ หลายประเทศไม่มีเสถียรภาพ จากความกลัวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ และเกิดวิกฤตทางการเงินของหลายประเทศ ในขณะเดียวกันราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นตลอดทั้งปี

พ.ศ. 2554
“ใช้ทองในแคตาลิสต์ คอนเวอร์เตอร์”

มีการใช้ทองในระบบแคตาลิสต์ คอนเวอร์เตอร์ เพื่อควบคุมการปล่อยแก๊สพิษจากท่อไอเสีย ของรถดีเซลที่ผลิตในประเทศยุโรป

 

พ.ศ. 2556
“ทองคำราคาตกมาก”

ราคาทองคำตกมาก ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2556 ทำให้ราคาทองในประเทศ 1 บาทมีราคาต่ำกว่า 20,000 บาท (ราคาทองคำแท่ง 96.5 % ร้านรับซื้อ 18,900 บาท  ขาย 19,000 บาท)
ศูนย์วิจัยทองคำ ระบุว่า สาเหตุมาจาก การขายทองของไซปรัส และกองทุน SPDR




หมายเหตุ
ข้อมูลด้านตัวเลขของเวลาที่อ้างถึงจากแต่ละแหล่งข้อมูลต่างๆ มักไม่เท่ากัน แต่ในการสรุปเรื่องประวัติการใช้ทองของมนุษย์นี้ นำมาจาก http://www.nma.org/pdf/gold/gold_history.pdf และ http://www.gold.org/about_gold/story_of_gold/heritage/