เนื้อหา

     การสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเป็นรูปโค้งประทุนคว่ำ หรือมีแนวการเลื่อนตัวของชั้นหินในหินที่มีอายุอยู่ในยุคเทอร์เซียรี่หรือประมาณ 66 ล้านปีลงมา เป็นไปได้ที่จะมีปิโตรเลียม การสำรวจว่าจะพบปิโตรเลียมหรือไม่ทำได้ดังนี้
     - ใช้การสำรวจทางธรณีวิทยาเริ่มด้วยการทำแผนที่ของบริเวณที่สำรวจโดยอาศัยภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial Photograph) เพื่อให้ทราบว่าบริเวณใดมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาน่าสนใจจากนั้นนักธรณีวิทยาจะเข้าไปทำการสำรวจเก็บตัวอย่างชนิดของหินและซากพืชซากสัตว์ (Fossils) ซึ่งอยู่ในหินเพื่อจะได้ทราบอายุ ประวัติความเป็นมาของบริเวณนั้นและวัดแนวทิศทางความเอียงเทของชั้นหินเพื่อคะเนหาแหล่งกักเก็บของปิโตรเลียม
     - ใช้การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์เป็นการสำรวจหาโครงสร้างของหินและลักษณะของโครงสร้างที่อยู่ในพื้นผิวโลกโดยอาศัยวิธีการดังนี้
     - วิธีวัดค่าสนามแม่เหล็ก (Magnetic Survey) เป็นการวัดค่าความแตกต่างของสนามแม่เหล็กโลกซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือความสามารถในการดูดซึมแม่เหล็กของหินที่อยู่ใต้ผิวโลกทำให้ทราบถึงลักษณะโครงสร้างของหินรากฐาน (Besement) โดยใช้เครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็ก (Magnetometer) ทำให้รู้โครงสร้างและขนาดของแหล่งกำเนิดปิโตรเลียมในขั้นต้น
     - วิธีวัดคลื่นความสั่นสะเทือน (Seismic Survey) เป็นการส่งคลื่นสั่นสะเทือนลงไปใต้ผิวดินเมื่อคลื่นสั่นสะเทือนกระทบชั้นหินใต้ดินจะสะท้อนกลับมาบนผิวโลกเข้าที่ตัวรับคลื่น (Geophone หรือ Hydrophone) หินแต่ละชนิดมีสมบัติในการให้คลื่นสั่นสะเทือนผ่านได้ต่างกันข้อมูลที่ได้จะสามารถนำมาคำนวณหาความหนาของชั้นหินและนำมาเขียนเป็นแผนที่แสดงถึงตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างของชั้นหินใต้ผิวโลกออกมาเป็นภาพในรูปแบบตัดขวาง 2 มิติ และ 3 มิติได้
     - วิธีวัดค่าแรงดึงดูดของโลก (Gravity Survey) เป็นการวัดค่าความแตกต่างแรงโน้มถ่วงของโลกอันเนื่องมาจากลักษณะและชนิดของหินใต้พื้นโลกหินต่างชนิดกันจะมีความหนาแน่นต่างกันหินที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีลักษณะโค้งขึ้นเป็นรูปประทุนคว่ำค่าของแรงดึงดูดโลกตรงจุดที่อยู่เหนือแกนของประทุนจะมากกว่าบริเวณริมโครงสร้าง

วีดิทัศน์ เรื่อง การสำรวจแหล่งน้ำมันฝาง