รายละเอียดเบื้องต้น


     พลับพลึงธารเป็นไม้ล้มลุก อาศัยอยู่ใต้น้ำ รากลึก มีหัวใต้ดินเส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณ 7 ซม. ยาวประมาณ 15 ซม. ใบออกเป็นวงรอบแทงขึ้นเหนือน้ำ รูป แถบ ยาว 2-3 ม. มีประมาณ 20 ใบ หรือมากกว่า สีเขียวอ่อน เนื้อใบเหนียว นุ่ม มีเส้นใบตามยาวจำนวนมาก ขอบใบจักซี่ฟันเล็กๆ ช่อดอกรูปซี่ร่ม กาบหุ้ม ช่อสีแดง ก้านช่อดอกอวบหนา ยาวได้ 80-100 ซม. สีเขียวแกมม่วง ดอกย่อย มี 5-8 ดอก บานทีละ 1-5 ดอก กลีบรวมติดกันเป็นหลอด สีขาวอม เขียว ยาว 12-14 ซม. ปลายแยกเป็น 6 แฉก รูปแถบหรือรูปใบหอก ยาว 8-10 ซม. สี ขาว ก้านเกสรเพศผู้ 6 อัน เรียวยาวและแผ่กว้าง สีขาวถึงแดง ยาว 6-8 ซม. อับ เรณูติดที่ฐาน สีเหลืองอ่อน ยาว 1.2-1.5 ซม. ก้านเกสรเพสเมียสั้นกว่าก้าน เกสรเพศผู้ ผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ด เมล็ดบิดเบี้ยว เป็นเหลี่ยม ยาว ประมาณ 2.5 ซม. พลับพลึงธารเป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบเฉพาะบริเวณภาคใต้ตอน บนแถบจังหวัดพังงา และระนอง พบทั่วไปตามลำธารที่น้ำใสสะอาด และมีน้ำไหลตลอด ปี ความลึกไม่เกิน 2 เมตร Schulze (1972) กล่าวว่าพลับพลึงธารเป็น 1 ใน 4 ชนิดของสกุล Crinum ที่เป็น พืช น้ำ 2 ชนิด (Crinum aquaticum Burch. ex Spreng. & Crinum natans Baker) พบ ในแอฟริกาเขตร้อน และอีก 1 ชนิด (Crinum purpurascens Herb.) พบในบราซิลและ เทือกเขาอินดีสตะวันออก พลับพลึงธารเป็นพืชที่ถูกลักลอบส่งออกไปต่างประเทศ จำนวนมาก ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมาก ทำให้ลำธารไม่สะอาดและตื้น เขิน พลับพลึงธารอาจเสี่ยงต่อการเผชิญกับการสูญพันธุ์ในธรรมชาติเป็นอย่างมาก